![]() |
|
Spaces home A Little Corner of Ideal...PhotosProfileFriends | ![]() |
|
|
July 21 จำแนกแยกแยะงาน
เราทำงานจำนวนมากกว่าคนหลายคน แต่ก็ยังน้อยกว่าคนบางคน ทว่ามันไม่ใช่ว่าคนที่ทำงานหลายอย่างจะเหนื่อยมากกว่าคนที่ทำงานไม่กี่อย่างเสมอไป มันขึ้นอยู่กับว่า เค้าทุ่มเทให้กับแต่ละงานที่ทำมากน้อยเพียงใด เราเป็นประเภทหนึ่ง ที่เน้นประสิทธิภาพการทำงาน มากกว่าเน้นปริมาณงานที่ทำได้ ฉะนั้น เราตั้งใจจะทำงานน้อยชิ้น แต่ทุ่มเทให้น้อยชิ้นนั้นออกมาดีที่สุด แต่ทำไมต้องมีสถานการณ์มาบีบคั้นให้เราทำงานเยอะขึ้น แต่ประสิทธิภาพลดลงอยู่เรื่อย จะมีใครเข้าใจคนมีความสามารถ(จำกัด)อย่างเราบ้างไหม ที่เรารับงานน้อยชิ้นไม่ใช่เพราะความเห็นแก่ตัว แต่เพราะเห็นแก่งานส่วนรวมที่เราแบกไว้ต่างหาก เราไม่กลัวเหนื่อย แต่กลัวงานออกมาไม่ดี แต่ละคนต่างมีจุดยืนของตัวเอง ฉะนั้น โปรดอย่าบังคับให้ใครต้องเปลี่ยนไปตามใจเราเลยดีกว่า
เริ่มพล่ามนอกเรื่อง จริงๆแค่อยากระบายความรู้สึกส่วนตัว ที่เรามีต่องานต่างๆ ที่ได้สัมผัสมาเท่านั้นเอง
งานชมรมดนตรีพื้นเมือง เป็นงานที่ทำแล้วมีความสุข ผ่อนคลาย ถึงยังเล่นไม่เอาไหน แต่ก็สบายใจเมื่อได้ซ้อมเล่นกับเพื่อนๆในชมรม อาจเป็นงานที่ทำแล้วเป็นสุขที่สุด(เครียดน้อยที่สุด)เลยก็ว่าได้ ตอนหลังกลับไม่ค่อยได้เข้าไปแล้ว เพราะงานอื่นรัดตัวไว้แทบไม่ให้กระดิกไปไหน
งานโครงการฯ เป็นงานที่ทำแล้วรู้สึกว่าเรามีคุณค่า ถ้าได้ทุ่มเททำงานจะรู้สึกมีความสุข สนุกเมื่อได้ทำงานกับเพื่อนๆ แม้ความเห็นจะแตกต่างกันบ้าง แต่รู้สึกว่าทุกคนทำด้วยความตั้งใจและอุดมการณ์ มันเป็นเสน่ห์ที่หาไม่ได้จากงานไหนๆ ช่วงนี้ยังต้องให้ความสำคัญรองลงมา เพราะมีงานอื่นที่หนักและด่วนมากมาย
งานคณะ อาจได้แชมป์งานที่ทำแล้วเป็นสุขน้อยที่สุด (เครียดมากที่สุด) สาเหตุหลักไม่ใช่เพราะลักษณะงาน แต่เพราะบรรยากาศการทำงานอันเป็นผลมาจากเพื่อนร่วมงาน งานนี้ถ้าถลำลึกลงไปแล้วต้องไม่อาจปลีกตัวออกมาได้ ไม่ใช่เพราะถูกคนอื่นบังคับ แต่เพราะใจไม่แข็งพอ ยิ่งเห็นปัญหาหนักยิ่งอยากแก้ไข สุดท้ายก็ถอนตัวไม่ขึ้น แต่เรามีงานอื่นที่ต้องทุ่มเท ฉะนั้น เราจึงป้องกันตัวเองอย่างที่สุดไม่ให้ก้าวเข้าไปในงานนี้ลึกเกินไป เดี๋ยวถอนตัวกลับไม่ทัน
งานชมรมดาราศาสตร์ ที่ยังทำงานนี้มีเหตุผลซับซ้อน อธิบายไว้ใน blog “Astronomy VS Academic Club” เป็นชมรมของเพื่อนฝูงและพี่ชาย เวลาทำงานมักรู้สึกผิดเพราะไม่อาจทุ่มเทได้เท่าที่ควรจะเป็น หากมีงานล้นมือคงต้องตัดใจจากมาสักวันหนึ่ง
งานเมเจอร์ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเป็นงานที่ทำแล้วมีความสุขทางใจอย่างมาก งานนี้นำพาให้เราได้รู้จักเพื่อนใหม่ รู้จักคำว่ามิตรภาพ การทำงานมีบรรยากาศความเป็นเพื่อนที่ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงาน ความรู้สึกนี้หาไม่ได้จากกิจกรรมไหน แต่ยังไงเราก็ไม่สามารถเปลี่ยนใจจากงานเดิม มาทุ่มเทให้งานนี้ได้ คาดหวังอย่างที่สุดว่าเพื่อนจะเข้าใจเรา เราจะมาช่วยเพื่อนทำงานอย่างที่เราทำในงาน Bioเพื่อชุมชน ทั้งที่ไม่มีตำแหน่งใดๆเลยก็ตาม แต่เราไม่อาจเป็น Head สำหรับเมเจอร์ หรือแม้แต่แผน Genetics เราไม่สามารถรับงานที่มากกว่านี้แล้วจริงๆ
งานชมรมวิชาการ งานนี้ก่อนเริ่มต้นมีความสุขอย่างเปี่ยมล้น แต่พอก้าวเข้ามาเป็น staff เต็มตัว(ปี1)พบความจริงที่แตกต่างจากจินตนาการเกือบสิ้นเชิง ยังไงก็ตาม เป็นงานที่ครองพื้นที่ในใจเรามากที่สุด หนักที่สุด เหนื่อยที่สุด และเครียดที่สุด เป็นงานที่เราทุ่มเทกับมันมากที่สุด ท้อที่สุด แต่เป็นงานสุดท้ายที่เราจะทิ้ง ความสำเร็จและล้มเหลวของงานนี้ แทบจะเปรียบเปรยได้กับคำว่า ขอแลกด้วยชีวิต เราไม่ได้รักงานนี้แบบหน้ามืดตามัว มองอย่างมีสติ นี่เป็นงานที่ตอบเป้าหมายในชีวิตของเราได้มากที่สุด เมื่ออนาคตเราตั้งใจทำงานเพื่อพัฒนาการศึกษาให้เด็กจำนวนมาก วิชาการเปิดโอกาสให้เราได้ลองทำฝันให้เป็นจริง
ทำแล็บ งานนี้เพื่ออนาคตที่สดใสในด้านวิทยาศาสตร์ ความสำคัญเทียบเท่าเรียน และชมรมวิชาการ ความเหมือนของงานทั้ง 3 อย่างนี้ คือเป็นหนทางที่จะบรรลุอุดมการณ์ที่มุ่งหวัง จึงเป็นงานที่ทิ้งไม่ได้ เราจะต้องทำแล็บให้ได้งานที่เป็นชิ้นเป็นอัน ตอนนี้จึงต้องขยันแบ่งเวลาเป็นพิเศษ เมื่ออาจารย์เปิดโอกาสให้คนงานยุ่งอย่างเราได้เข้าไปหาประสบการณ์ เราต้องไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวังอย่างเด็ดขาด
เรียน งานนี้ย่อมสำคัญเป็นอันดับ 1 แต่ไม่ใช่หนึ่งเดียว อย่างที่บอก ว่ามันสำคัญเท่ากับการทำแล็บ และงานชมรมวิชาการ แต่สถานการณ์มักจะบังคับให้มันเป็นงานที่ด่วนที่สุด เพราะเป็นงานที่หากล้มเหลวจะกระทบงานอื่นทั้งหมด และเป็นงานที่พลาดแล้วเอาคืนไม่ได้ สรุปแล้วให้ความสำคัญเท่ากัน แต่ต้องให้สิทธิเรียนมาก่อนเสมอ ถึงจะพูดอย่างงั้น แต่เราชอบหลุดจากโลกของการเรียน ไปสู่โลกของการทำงานบ่อยๆ กว่าจะดึงสมองกลับสู่เรื่องเรียนต้องใช้พลังงานมหาศาลในการเตือนสติตัวเอง หวังว่าเราจะประคองมันให้ผ่านไปได้ด้วยดี
- - - - - - - - - - - - - - - - - - ขอใช้สัญชาตญาณในการเลือกทางเดิน
June 26 Astronomy VS Academic Club
ปัญหาที่ยืดเยื้อนี้ แย่ที่ภายนอกไม่มีใครยอมรับว่ามันมีอยู่ จึงไม่เปิดโอกาสให้มีการปรับความเข้าใจหรือถกกันเพื่อแก้ปัญหา กลายเป็นเรื่องที่ค้างคา จะจบก็ไม่จบ จะเคลียร์ก็ไม่ได้ เราไม่ตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้ให้ใครอ่าน เพราะนี่จะเป็นสิ่งที่ตรงที่สุดจากใจ เขียนจากความคิดและความรู้สึกที่เป็นอยู่จริงในตอนนี้ และความจริงแบบนี้อาจทำให้หลายคนรู้สึกตอบกลับมาในแง่ลบ ไม่ว่าเค้าจะอยู่ชมรมดาราศาสตร์หรือชมรมวิชาการก็ตาม เราจึงไม่เคยนั่งเรียบเรียงให้ใครฟังมาก่อน blog นี้แค่ใช้บันทึกความทรงจำแทน สมองจะได้เบาขึ้น
คำถามเริ่มต้น “ด้วยบทบาทในชมรมวิชาการของเราในตอนนี้ ยังเหมาะที่จะทำงานในชมรมดาราศาสตร์อีกหรือ?”
ตอนอยู่ปี 1 พี่เบียร์เคยถามว่า “ตกลงน้องเอมอยู่วิชาการหรือดาราศาสตร์?” เอมตอบว่าตอนนี้อยู่ทั้ง 2 ชมรม พี่เบียร์ว่าสุดท้ายเราต้องเลือกอันใดอันหนึ่งอยู่ดี ตอนนั้นอยากพูดคำตอบที่อยู่ในใจออกไปมาก แต่ก็คิดว่ารอดูที่การกระทำดีกว่า อีกเหตุผลหนึ่งที่ไม่ยอมพูดเป็นเหตุผลของเด็ก เด็กที่ต้องการเรียกร้องความเชื่อใจจากผู้ใหญ่ คนที่เราให้ความนับถือและคาดหวังว่าเขาได้รู้จักเรามากแล้วในระดับหนึ่งจากการทำงานหลายครั้งที่ผ่านมา นิสัยเราเป็นไง ความคิดเป็นยังไง ต่างคนน่าจะต่างเข้าใจกันพอควร เด็กน้อยถ้าโตกว่านี้หน่อยคงไม่คาดหวังอะไรไร้สาระแบบนี้ เราหวังที่จะให้พี่ๆเชื่อมั่นว่าเราเลือกวิชาการแน่นอนไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่เราอาจคาดหวังมากไป
ยิ่งมีคนเสนอความเห็นว่า การยกให้เป็นประธานชมรมปีหน้าเพื่อผูกมัดเราไว้กับชมรมวิชาการ เค้ารู้ว่าสำหรับเรา Science Camp เป็นผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่ที่เราย่อมไม่อาจปฏิเสธ ต่อไปก็ไม่ต้องกลัวว่าเราจะถูกดึงไปทำงานในชมรมดาราศาสตร์ ที่ถูกกำหนดให้เป็นชมรมคู่แข่ง นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้สะเทือนใจอย่างรุนแรง ไม่นับความรู้สึกว่าถูกใช้เป็นเครื่องมือ แค่ความผิดหวังจากความไม่เชื่อใจก็ร้ายแรงแล้ว ถึงขั้นคิดอยากพูดกับพี่ดิวซะเดี๋ยวนั้น (ก็มันไม่รู้จะไปพูดกับใคร) บอกว่าเอมไม่เคยคิดไปทำงานในชมรมอื่น เอมเลือกวิชาการตั้งแต่แรก เลือกตั้งแต่ก่อนจะได้ยินพี่ๆบอกว่า “น้องเอมเป็นประธานฯปีหน้านะ” เอมเลือกให้ใจไปกับวิชาการตั้งแต่แรกไม่เคยหวั่นไหวคิดย้ายไปชมรมไหนเลย แม้ว่าเกือบตลอดปีวิชาการไม่มีอะไรให้ปี 1 ทำเลยก็ตาม ไม่ใช่แค่ชมรม เอมหลบเลี่ยงงานคณะ งานเมเจอร์ และกิจกรรมอื่นๆเพราะตั้งใจจะทำชมรมวิชาการให้ดีถึงที่สุด กระทั่งพี่ชมรมดาราศาสตร์บางคนก็รู้ตั้งแต่เอมกรอกใบสมัครว่าเอมจะเลือกวิชาการถ้าดึงคราวต้องเลือก แต่พี่วิชาการที่เราผูกพันมากกว่ากลับไม่รู้ว่าเราจะเลือกอันไหน นี่เป็นความน้อยใจอย่างหนึ่ง มันก็เป็นความรู้สึกของเด็กนั่นแหละ ที่คิดจะให้คนอื่นเชื่อใจโดยไม่พูดออกไป ถ้าโตกว่านี้คงรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ จนถึงตอนนี้ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กอยู่ ยังไงก็ตามตอนนั้นไม่ได้คุยกะพี่ดิว เพราะเมื่อพยายามมองในแง่ดี เหตุผลนั้นอาจไม่มีอยู่จริงก็ได้ อาจไม่มีใครคิดอย่างนั้นจริงๆ ก็ได้
แต่สิ่งสำคัญอันหนึ่งที่อยากให้พี่ๆเข้าใจมากๆคือ เราไม่ได้เลือกชมรมวิชาการเพราะ Science Camp เราเลือกเพราะอยากทำงานของวิชาการฯ อธิบายตามจริงคือ Sci-camp เป็นตัวจุดประกายให้ประทับใจชมรมวิชาการ แต่การจุดไฟในที่ๆไม่มีอากาศไม่สามารถทำให้ไฟติดได้ อากาศในที่นี้จึงเป็นความประทับใจในพี่ๆชมรมสมัยก่อน อุดมการณ์และความตั้งใจที่ถ่ายทอดผ่านค่ายที่จัด บรรยากาศการทำงานที่น่าประทับใจ แนวคิดและความน่านับถือของพี่ๆที่เราได้พูดคุย รวมกับความชอบทำงานวิชาการเพื่อคนอื่น ทำให้รู้สึกว่าชมรมวิชาการตอบทุกอย่างที่เราใฝ่ฝัน แม้เข้ามาในมหาลัยแล้วพบว่าหลายอย่างเปลี่ยนไปจากที่เคยเห็น แต่ก็ไม่ได้ทำให้คิดถอดใจไปที่อื่น ยิ่งไม่สนใจว่าจะได้เป็นประธานชมรมหรือสมาชิกธรรมดา อย่างที่บอกว่าเราเลือกวิชาการตั้งแต่แรกของแรกสุด
อาจบังเอิญที่ปัญหาหลักของวิชาการคือไม่มีคนทำงานที่ให้ Priority แก่ชมรม และเราสนองตอบเรื่องนี้ได้พอดี เราปฏิเสธงานชั้นปีเพราะที่บ้านไม่เห็นด้วย แต่สำหรับวิชาการถึงพ่อกับพี่ชายไม่เห็นด้วยก็จะทำ (เพียงแต่ตอนนี้ที่บ้านยังไม่รู้) แปลกดีที่เราเลือกงานเล็กไม่เลือกงานใหญ่ อาจบางทีคนเราเหมาะสมกับงานคนละแบบ ณัฐเหมาะกับงานคณะ เอมเหมาะกับงานชมรม ไม่ว่างานไหนล้วนมีอุปสรรค เราต่างต้องสู้ต่อไป แต่ทุกงานล้วนทำให้เกิดประโยชน์กับคนหมู่มากได้
วันก่อนพี่จาพูดในที่ประชุมดาราศาสตร์ว่า อยากให้น้องรักชมรมให้มาก ทำงานด้วยความรักจากใจจริงๆ สิ่งที่พี่จาขอและความรู้สึกของพี่เค้าเราคิดว่าเราเข้าใจ และเราสามารถทำได้แต่ทำได้กับวิชาการเท่านั้นไม่ใช่กับดาราศาสตร์ (นี่เป็นสิ่งที่อยากขอโทษพี่ๆชมรมดาราศาสตร์อย่างมากที่สุด) ถึงจะพยายามสร้างความรักขึ้นมาใหม่ แต่มันก็ถูกวิชาการดูดไปหมด สิ่งที่ชดเชยได้คือแม้เราไม่ได้รักชมรมฯ แต่เรารักน้องที่เข้ามาในชมรม และนับถือในความรักที่พี่และเพื่อนมีให้กับชมรมของตัวเอง ดังนั้นในฐานะรุ่นพี่ชมรมดาราศาสตร์เราพยายามให้น้องประทับใจชมรมให้มากที่สุดอย่างที่พี่ได้ขอ และเราเชื่อว่าเราได้พยายามในค่ายตั้งไข่ไม่น้อยกว่าที่พยายามทำให้น้องชมรมวิชาการในค่ายฝึกสตาฟ
- - แล้วเรามีเหตุผลอะไร ถึงยังทำงานอยู่ในชมรมดาราศาสตร์? - -
เดิมทีเราก็ไม่เข้าใจตัวเอง จะว่าเป็นเพราะพี่ชายก็คงไม่ใช่เสียทีเดียว ตอนนี้ค่อยพยายามหาคำตอบได้
ตั้งแต่ sci-camp27 กระแสวิชาการต่อต้านดาราศาสตร์ยิ่งแรงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อนหลายคนที่อยู่ทั้ง 2 ชมรมเริ่มตัดสินใจว่าจะเลือกชมรมไหนเมื่อถึงคราวจำเป็น เมื่อได้ฟังคำตอบแล้วทำให้เราหนักใจมากๆกับอนาคต คือ แทบทั้งหมดเลือกดาราศาสตร์ น้อยคนจะบอกว่าไม่แน่ใจ ไม่มีใครพูดว่า เลือกวิชาการอย่างแน่นอน เลย เหตุผลส่วนใหญ่ คือ Happy กว่าเมื่ออยู่ในดาราศาสตร์ Happy ในที่นี้ไม่ใช่เรื่องงบ เรื่องกิน แต่เป็นความสุขทางใจ
คำตอบของเพื่อนทำให้เราต้องคิดว่าอะไรคือปัญหาของวิชาการ แล้วอนาคตจะยังคงเป็นแบบนี้อีกไหม
ฉะนั้น แม้จะเห็นด้วยที่ควรมีสตาฟวิชาการหลักๆ ที่ไม่ได้แบ่งเวลาไปทำงานกับชมรมที่มีงานเยอะทั้งปีอย่างดาราศาสตร์ แต่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดไม่ร่วมมือ ประกาศตัวอยู่ฝ่ายตรงกันข้าม เพิ่มศัตรูโดยใช่เหตุ
มุมมองของพี่ปีเก่าๆ มีเหตุผลหลายอย่างที่เลือกชนกับดาราศาสตร์ เข้าใจว่าได้มองอย่างละเอียดลึกซึ้งแล้ว แต่บางที อาจเป็นการมองจากมุมของวิชาการออกไปด้านเดียว เราซึ่งมีโอกาสสัมผัสเรื่องราวภายในดาราศาสตร์จึงรู้สึกว่ามันไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะนัก ถ้าทำจริงเรากลับเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แม้ความจริงเราสามารถได้เปรียบจากปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะอำนาจและอิทธิพลที่มากกว่า (สโมฯ ชั้นปีฯ วิชาการ เป็นคนกลุ่มเดียวกัน) แต่อนาคตของชมรมไม่ควรฝากไว้กับอำนาจที่ไม่ยั่งยืน สักวันหนึ่งเมื่อเราไม่มีข้อได้เปรียบอันนั้นจะต้องลำบาก
รู้ว่าพี่ๆไม่ได้ละเลยที่จะพัฒนาฝ่ายเราเอง ด้วยการหางานให้น้องปี 1 ทำ หรือพยายามผูกใจน้องปี 1 ไว้กับชมรมด้วยวิธีการต่างๆ แต่เราเห็นแล้วว่าผลลัพธ์จากความพยายามของเรายังไม่มากพอ พูดกันตามตรงคือไม่อาจเทียบติดดาราศาสตร์ได้ นี่ไม่ใช่ความเห็นส่วนตัวของเราคนเดียว แต่เป็นความเห็นจากทุกคนที่ได้สัมผัสกิจกรรมทั้ง 2 ชมรม เพียงแต่อาจไม่กล้าพูดต่อหน้าให้พี่ๆรับฟัง แทนที่จะเอาเวลาไปแก้ปัญหาภายนอก เรามองว่าน่าจะแก้ปัญหาภายในของเราก่อนมากกว่า ถ้าทำชมรมวิชาการให้เข้มแข็ง จะเป็นมิตรหรือคู่แข่งกับดาราศาสตร์ล้วนไม่ใช่ผลกระทบสำคัญ ถ้าเราต่างฝ่ายต่างพัฒนาตัวเอง ผลลัพธ์ที่ได้คือ Win-Win แต่ถ้าก่อสงครามจะมีแต่คนที่แพ้กับแพ้ ต่างฝ่ายต่างเสียหาย และด้วยความพร้อมเพียงเท่านี้ เราค่อนข้างแน่ใจว่าฝ่ายที่เสียหายมากกว่าคือวิชาการเอง (confirm อีกครั้งด้วยความแตกต่างระหว่างค่ายตั้งไข่กับค่ายฝึกสตาฟ)
สรุปแล้วสำหรับวิชาการ ถ้าไม่ใช่ต้องพูดว่า “ดาราศาสตร์เข้มแข็งมากกว่าที่เราคิด” ก็ต้องพูดว่า “ฝ่ายเราอ่อนแอมากกว่าที่เราคิด” ฉะนั้น เราตั้งใจที่จะรักษาความเป็นพี่น้องระหว่างสองชมรมเอาไว้
ที่ยังคงทำงานในชมรมดาราศาสตร์ จึงเป็นเพราะต้องการแสดงความจริงใจต่อพี่ๆและเพื่อนๆในชมรมดาราศาสตร์ ว่าเรายังต้องการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีดังเดิมเอาไว้ รวมทั้งป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งนี้ถูกส่งต่อถึงน้องปี 1 ไม่ต้องการให้น้องปี 1 แบ่งแยกเป็นสองฝ่ายและต่อต้านกันอย่างชัดเจน การดึงน้องมาทำงานหลักในชมรมวิชาการ ไม่จำเป็นต้องให้น้องต่อต้านชมรมดาราศาสตร์ ไม่จำเป็นจริงๆ ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่า เราคิดว่าดาราศาสตร์เป็นชมรมที่ดีพร้อม แต่ตอนนี้ขอมองเฉพาะส่วนที่กระทบต่อวิชาการเท่านั้นก่อน
การเลือกด้วยตัวเองนี้อาจผิดไปจากแนวคิดที่พี่ๆวางไว้ เป็นเรื่องที่เราต้องขออภัยและอธิบายเหตุผลให้พี่ๆเข้าใจในซักวันหนึ่ง ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะอธิบายให้ใครฟังและคาดเดาไม่ถูกว่ามันใช่ประเด็นสำคัญในความเห็นของพี่ๆหรือไม่ ยังไงก็ตาม แม้วิธีการแตกต่าง แต่มีเป้าหมายเดียวกัน หวังว่าจะมีเวลาได้เปิดใจคุยกันว่าทางไหนคือทางที่ดีที่สุด เพราะตอนนี้ ไม่ว่าแนวทางไหนล้วนดำเนินไปได้อย่างไม่เต็มที่ เมื่อภายในชมรมมี 2 ความคิดที่แตกต่าง สำหรับการที่เราอยู่ในชมรมดาราศาสตร์ วิชาการบางส่วนอาจมองไม่ดี ส่วนดาราศาสตร์ก็คงสับสนและอดระแวงไม่ได้ (แต่พี่ๆยังคงอบอุ่นและดีกับเราเหมือนเดิม เรื่องนี้ซาบซึ้งจริงๆ) สถานการณ์ตอนนี้ไม่ว่าคนนอกอย่างชมรมดาราศาสตร์ หรือคนในชมรมวิชาการเองก็ต้องสับสน เพราะจุดยืนของคนในชมรมแต่ละคนแตกต่างกัน วิชาการเราไม่เคยหารือข้อสรุปเรื่องนี้ พี่ๆอาจมองว่ามันไม่สำคัญขนาดนั้น แต่เรากลับเห็นว่าความไม่ชัดเจนเรื่องนี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาชมรมอย่างมาก แล้วจะทำยังไงให้คนอื่นเห็นภาพที่เราได้เห็น? ในเมื่อวิชาการส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นภายในชมรมดาราศาสตร์ และไม่สามารถมองตัวเองจากมุมมองของเด็ก (ปี 2 และ ปี 1) ที่อยู่ทั้ง 2 ชมรมได้ ส่วนคนที่มีโอกาสมองก็ตัดสินใจเลือกดาราศาสตร์ไปแล้ว
- - ถ้าไม่ต่อสู้แข่งขันกับดาราศาสตร์ จะแก้ปัญหาขาด Staff ของชมรมวิชาการได้ยังไง? - -
เรากับเพื่อนหลายๆคนก็คิดเหมือนกัน ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่งานของ 2 ชมรมชนกันแล้วเกิดการขาดแคลน Staff ปัญหาอยู่ที่เราไม่สามารถผูกใจคนไว้ให้ทำงานในชมรมวิชาการได้ต่างหาก ซึ่งเข้าใจว่าเราเองกำลังพยายามแก้ปัญหาด้วยการหากิจกรรมมาให้น้องปี 1 ทำ เป็นทางออกอย่างหนึ่ง แต่จุดที่สำคัญกว่านั้น ที่พี่ไม่ได้นึกถึง(ส่วนน้องแม้มองเห็นเต็มๆก็ไม่สามารถพูดได้) คือ บรรยากาศการทำงาน นี่กลับเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ทุกคนเลือกชมรมอื่น
มีเพื่อนบอกว่า “ถึงเราจะสร้างกิจกรรมให้ดีแค่ไหน แต่ถ้าบรรยากาศการทำงานยังเป็นอย่างนี้ คนก็ไม่อยากอยู่”
อะไรคือบรรยากาศการทำงานที่น้องต้องการ และที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มันไม่ดีตรงไหน? นี่เป็นสิ่งที่ยากที่สุดที่จะพูดอย่างเปิดเผย ไม่งั้นคงไม่ต้องมานั่งเขียนลง space
ถ้าถามเอมคนเดียวว่ารับไหวไหม ก็ต้องตอบว่าถึงบางครั้งแทบรับไม่ได้ก็ยังจะทนต่อไปให้ไหว เพราะเรารักชมรมนี้มากจนไม่สามารถเดินจากไปได้เหมือนคนอื่น ถึงจะผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า เครียดแล้วเครียดอีก ก็จะทนจนกว่าจะตายไปก่อน หลังประชุมสรุปค่ายตั้งไข่ ชมรมดาราศาสตร์ พี่จาถึงขั้นน้ำตาคลอต่อหน้าน้องๆ ทำให้เราย้อนกลับมาดูตัวเอง พี่จาบอกว่า ทำยังไงก็ได้ให้น้องรู้สึกอบอุ่น ให้ชมรมอบอุ่นเหมือนเดิม เรื่องแบบนี้บางคนมองว่าไม่รู้จะเศร้าทำไม เครียดทำไม หรือหลายคนอาจไม่เข้าใจความหมาย เรื่องแบบนี้มีแต่คนที่เคยรักงานไหนมากๆๆๆเท่านั้นถึงจะเข้าใจ ว่าทำไมต้องร้องไห้ ทำไมต้องจริงจัง ทำไมไม่ช่างมัน เราเข้าใจพี่จาเพราะเรารักวิชาการมากๆๆๆๆเหมือนที่พี่จารักดาราศาสตร์ รักมาก รักจนไม่รู้จะพูดยังไง รักจนไม่รู้จะสรรหาคำบรรยายที่ไหนมาพูดให้มันยิ่งใหญ่ตรงกับใจเราได้ รักยิ่งกว่ารัก รักยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดถ้าไม่นับชีวิต ครอบครัว และการเรียน รักถึงขนาดที่ไม่ว่าจะร้องไห้กับมันบ่อยแค่ไหน หรือมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าแค่ไหนก็ยังเลือกที่จะอยู่ที่เดิมไม่ไปที่อื่น คนที่ไม่เข้าใจก็มองมันว่าไร้สาระ จริงๆเราก็ไม่ต้องการให้ใครมาเข้าใจแค่เปิดใจกว้างยอมรับว่ายังมีคนที่สามารถรักงานได้เท่านี้อยู่ก็พอ
ฉะนั้น ด้วยบรรยากาศการทำงานที่เป็นอยู่ตอนนี้ เลยดูเหมือนมีแต่เราคนเดียวที่รับไหว แต่คนอื่นไม่ไหวแล้ว เราไม่ต้องการเรียกร้องให้ใครมารักงานนี้เท่ากับที่เรารัก เพราะความรักที่คนอื่นมีมันก็มากพอแล้ว (ส่วนความรักของเรามันบ้าเกินไป) แต่ถ้าขนาดคนที่รักงานนี้เหมือนกันยังไม่อยากอยู่ต่อ แล้วเราจะรั้งใครไว้ได้อีก?
เราไม่ได้มองข้ามเพื่อนที่ไม่ได้อยู่ชมรมดาราศาสตร์และยังทำงานวิชาการต่อไป แต่หากพูดกันตามจริง เพื่อนก็มีงานเมเจอร์ และงานอื่นๆที่อยากทุ่มเทให้มันเหมือนกัน ฉะนั้น สุดท้ายท้ายสุดจึงเหลือคนทุ่มเทให้วิชาการอยู่ไม่กี่คน ในขณะที่เราพยายามจะปรับปรุงชมรมครั้งใหญ่ในปีนี้และปีถัดไป ด้วยกำลังคนเพียงเท่านี้ยังไม่สามารถทำอะไรได้ ดังนั้นเรามองว่า ไม่ว่าปัญหาไหนในชมรมขณะนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่ควรหาทางแก้ไข ถ้าต้องการให้ชมรมคงอยู่อย่างภาคภูมิต่อไป
- - บรรยากาศการทำงานในวิชาการมันไม่ดียังไง?
จุดสำคัญอยู่ที่ ไม่สามารถคุยอย่างเปิดใจได้ในที่ประชุม แตกต่างจากดาราศาสตร์ที่ส่วนใหญ่แล้วใครคิดยังไงก็สามารถพูดได้อย่างนั้น ช่องว่างระหว่างพี่กับน้องมีน้อย ระหว่างเพื่อนเองถึงไม่ได้สนิทกันถึงขั้นสนิทใจ แต่ก็ไม่เกิดการปิดกั้น บล็อก หรืออื่นๆ เรียกว่าถึงไม่รักใคร่กลมเกลียว แต่ก็ไม่ได้มีบรรยากาศของความหวาดระแวง ไม่เชื่อใจ หรือมีใครข่มใคร โดยรวมแล้วจึงทำงานได้อย่างสบายใจมากกว่า ภายในวิชาการ สิ่งที่คิดไม่กล้านำเสนอ ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง เพื่อนฝูงมีน้อย (เมื่อมองโดยรวม ไม่ใช่มองรายบุคคล) มีชนชั้นนำ และชนชั้นตาม อำนาจค่อนไปทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทำให้ทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่ฝ่ายนั้นคิดเกือบทั้งหมด แม้ไม่ออกคำสั่งก็เหมือนถูกออกคำสั่ง เกิดระยะห่างมากระหว่างพี่น้อง เมเจอร์ หรือโครงการ แทบทุกครั้งที่ประชุม นำมาซึ่งความอึดอัด ไม่สามารถเปิดใจคุย พูดได้อย่างเต็มที่ เหมือนที่บอลเคยพูดว่า “ที่จังหวัด ใครมีอะไรในใจ ไม่ชอบใจอะไร คุยได้ทุกอย่างตรงๆ แต่ที่นี่ไม่ใช่” เมื่อไม่สามารถเสนอความเห็น อีกทั้งไม่มีความสุขเวลาทำงาน ก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม
นี่ย่อมไม่อาจพูดได้ว่า น้องคิดมากเอง ทำตัวเอง เพราะถ้าปัญหาอยู่ในกลุ่มน้องเหล่านี้ เขาก็สามารถแก้ได้ด้วยการย้ายไปอยู่ในที่ที่เหมาะกับเขา แล้วเราจะยอมให้มันเป็นอย่างงั้น?? ยอมเสีย Staff ไปเพราะเราขี้เกียจปรับปรุงตัวเองเหรอ?
การทำงานในทุกองค์กรต้องมีปัญหาความอึดอัดจากความสัมพันธ์ระหว่างคนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ความอึดอัดที่ถึงขั้นทำให้คนที่รักงานหลายคนหนีหายย้ายที่ไปย่อมไม่ใช่ความอึดอัดธรรมดา เป็นความอึดอัดที่มากพอจะล่มชมรมได้เลยทีเดียว ถ้าเรายังคิดพัฒนาชมรมต่อไปตามที่เคยคาดหวังวางแผนไว้ ต้องแก้ปัญหานี้ให้ได้ก่อน ทุกอย่างถึงจะดำเนินไปได้ดี
การแก้ปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือ เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ร่วมมือก็ทำไม่ได้ ความสำคัญยังอยู่ที่การมีใจกว้างยอมรับฟังความผิดพลาดของตัวเอง เปิดใจคุยทุกอย่างต่อกันภายในชมรม โดยทุกฝ่ายพร้อมที่จะให้คำวิจารณ์อย่างมีเหตุผล และรับฟังคำวิจารณ์อย่างเต็มใจ แต่บรรยากาศแบบนี้เป็น Ideal เหลือเกินในตอนนี้ ไม่รู้ว่าจะทำได้จริงเมื่อไหร่หรือจะทำได้จริงมั้ย การไกล่เกลี่ยปัญหาบางอย่าง ฝ่ายหนึ่งจะเรียกร้องให้มันเกิดขึ้นอยู่ฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ ถ้าอีกฝ่ายไม่เต็มใจที่จะเดินเข้ามาไกล่เกลี่ยด้วยจะมีประโยชน์อะไร และการแก้ปัญหาบางครั้งก็เริ่มต้นด้วยคนบางกลุ่มไม่ได้ แต่ต้องให้คนอีกกลุ่มหนึ่งริเริ่มขึ้น นี่เป็นเงื่อนไขของลำดับอาวุโสและความเกรงอกเกรงใจ รวมทั้งการแสดงออกถึงความจริงใจและเต็มใจที่จะแก้ปัญหา เรื่องราวที่ละเอียดอ่อนแบบนี้ ไม่รู้จะมีทางคลี่คลายได้ไหม
เราเองถ้าไม่ใช่เพราะได้ฟังจากเพื่อนหลายคนว่าอยากไป จนรู้สึกโดดเดี่ยวขึ้นทุกทีๆ คงไม่ทันคิดว่ามันต้องรีบแก้ปัญหามากขนาดนี้ เราอยากเคลียร์ปัญหานี้ให้เพื่อนใจจะขาด ยิ่งนานวันยิ่งแก้ยาก นานวันยิ่งยุ่งเหยิงและสร้างความขุ่นข้องหมองใจมากขึ้น แต่เรานึกไม่ออกว่าจะเริ่มต้นยังไง ไม่รู้จะคุยกับใคร ปรึกษาใคร เพราะความหวาดระแวงนี่เหตุหนึ่ง เป็นไปได้ไหมที่จะกำจัดมันทิ้งไป หรือลดทอนมันลงสักหลายส่วน เพื่อนหลายคนจะได้กลับมา...
June 20 For you I willเพลงนี้ ให้พี่ชาย และน้องสาว
เป็นเพลงที่ความหมายดีมากๆในความรู้สึกของพี่สาว/น้องสาว จึงอยากมอบให้พี่ชายและน้องสาวทั้ง 2 คน
ถึงแม้ความหมายมันจะเป็นอุดมคติมากๆ แต่ก็อยากบอกว่าในอุดมคติของพี่สาว/น้องสาวก็อยากเป็นให้ได้อย่างนั้น
แม้ว่าความเป็นจริงมันอาจเทียบไม่ได้เลยก็ตาม
แต่ไม่ว่าเวลาพีชายหรือน้องสาวรู้สึกแย่ ไม่สบายใจเมื่อไหร่ ขอให้ฟังเพลงนี้ แล้วคิดว่าพี่สาว/น้องสาวเป็นคนร้องให้ฟังนะคะ
"FOR YOU I WILL"
When you're feeling lost in the night
June 13 คิดถึงพ่อ
วันนี้ไปร้องคาราโอเกะกับสายรหัสและเพื่อนๆ ถือว่าได้พักเยอะที่สุดตั้งแต่ก่อนเปิดเทอมเลยทีเดียว พ่อโทรมาตอนที่ยังอยู่ในร้าน รู้สึกขัดจังหวะนิดหน่อย แต่ก็อดทนฟังอย่างยาวนาน ไม่ขัด (แต่ไม่รู้ว่าตอบสนองกลับดีพอรึเปล่า) ไม่รู้ว่าพ่อตั้งใจโทรมาเรื่องอะไรกันแน่ แต่น้ำเสียงของพ่อ เศร้า เครียด และเหนื่อย มันก็เหมือนหลายๆครั้งที่พ่อโทรมาหรือเราโทรไป เรารู้ว่าที่บ้านมีงานหนัก พ่อแทบจะไม่ได้พัก การดูแลคน ดูแลร้าน มันมีปัญหามากมายแต่ละวัน ความเหนื่อยที่พ่อพูดให้เราฟัง คงเป็นแค่เศษเสี้ยวหนึ่ง เทียบไม่ได้กับความเหนื่อยและความเครียดที่มีอยู่จริง พ่อไม่ชอบพูดเรื่องตัวเอง พูดแต่เรื่องของเรา เตือนแล้วเตือนอีกเรื่องความปลอดภัย เรื่องงาน เรื่องเรียน เป็นห่วงสุขภาพกาย สุขภาพจิต คิดแทนลูกทุกอย่าง ลูกอย่างเรา คิดแทนพ่อไม่ได้ซักอย่าง ช่วยไม่ได้ซักเรื่อง
การแก้ปัญหาที่บ้าน เราอาจช่วยไม่ได้ แต่หากแค่เป็นกำลังใจให้ ก็ถือว่าช่วยได้มาก กำลังใจที่ดี... คือกลับบ้านบ่อยๆ โทรหาพ่ออาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง เราไม่แค่เป็นกำลังใจที่ดีไม่ได้ ยังเป็นภาระ ให้พ่อคอยห่วงโน่นห่วงนี่อยู่เสมอ
เคยถามตัวเองว่าทำไม? ในเมื่อสามารถทำเพื่อคนอื่นได้ตั้งมากมาย กลับทำอะไรให้พ่อ ให้พี่ชายไม่ได้เลย ขณะที่เรามีปัญหา ไม่ว่าโทรหาพ่อ พี่ชายคนไหนก็ตาม ทุกคนล้วนแก้ปัญหาให้เราได้ เป็นที่พึ่งให้เราเสมอ แต่ทำไม... เวลาเค้ามีปัญหา เราถึงไม่สามารถช่วยเค้าได้ ช่วยไม่ได้ซักอย่าง ทำให้ดีขึ้นก็ไม่ได้ นอกจากนี้ ไม่ว่าเค้ามีปัญหาเยอะแค่ไหน กลับไม่แม้แต่จะระบายความทุกข์ให้ฟัง เค้าเป็นฝ่ายปกป้องเราจากปัญหาตลอดมา เรากลับเป็นฝ่ายนำไปหาไปให้เค้าเสมอๆ
เคยมองดูคนอื่น ว่าเค้าเป็นอย่างเรารึเปล่า ...เป็นลูกที่ไม่ดีอย่างเรารึเปล่า?... อาจบางที หลายคนโชคดีกว่าเรา ปัญหาแบบที่บ้านเรามี บ้านเค้าไม่มี อาจบางที บ้านเค้ามีทั้งพ่อและแม่ คอยดูแลกันได้ แต่บ้านเราไม่มีคนดูแลพ่อ แม้แต่ลูก 3 คนก็ไม่มีใครอยู่กับพ่อ อาจบางที โดยครอบครัวทั่วไปแล้ว พ่อแม่มีหน้าที่ให้ ลูกมีหน้าที่รับ โอกาสที่ลูกจะได้ให้บ้าง คือเมื่อลูกมีลูกของตัวเอง
แต่เราไม่ชอบแบบนี้ เราอยากดูแลพ่อก่อน... ตอบแทนพ่อก่อน... ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป ถึงจะบอกว่าอยาก... แต่ทำไมทุกวันนี้ เรากลับเลือกงาน งาน และงาน เราเลือกอนาคต เลือกอุดมการณ์ เลือกที่จะวิ่งตามความฝัน ...แต่ทิ้งห่างบ้านตัวเอง
ทางเลือกที่ถูกต้องเป็นยังไง? ทางเลือกที่ดีที่สุดอยู่ตรงไหน?
...ถึงตอนนี้ยังหาคำตอบไม่เจอ...
|