Angelic Heart's profileA Little Corner of Ideal...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    January 04

    What is LOVE?

               

                มีความรักแบบหนึ่ง ที่สามารถเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ กับคนกี่ล้านคนก็ได้ กับคนดีหรือเลวก็ได้ กับเพศเดียวกันหรือเพศตรงข้ามก็ได้ เป็นความรักที่งดงามที่สุด ...ความรักที่มีให้กับเพื่อนมนุษย์...

                    มันไม่ใช่ความรักที่ใครจะอ้างว่ามีก็ได้ เป็นความรักที่พบใน...จอมยุทธ์...(ที่อาจไม่ได้เก่งกล้าหรือมีชื่อเสียง) แต่มีหัวใจที่บรรจุไว้ซึ่งแผ่นดิน ...เป็นความรักที่บริสุทธิ์ ...เป็นความรักที่นำมาซึ่งสันติสุข

                ข้ามมาสู่ความรักแบบสามัญ ...ความรักระหว่างชายหญิง... ความรักแบบนี้มีความหมายแคบนักในสายตาเรา และเราคิดว่ามันควรจะแคบอย่างนี้ เพราะควรเป็นความรักที่รู้สึกได้กับคนไม่กี่คนบนโลก ถ้ารู้สึกพร่ำเพื่อก็ไม่ใช่รักแท้

                    ประทับใจใครคนหนึ่งมาก ...ยังไม่ใช่ความรัก

                    แคร์ใครคนหนึ่งมาก ...ยังไม่ใช่ความรัก

                    มีความสุขมากที่ได้อยู่ใกล้กัน ...ยังไม่ใช่ความรัก

                    คิดถึงมากเวลาอยู่ห่างไกล ...ยังไม่ใช่ความรัก

                    เขิน เวลาถูกล้อ ...ยังไม่ใช่ความรัก

                    อยากทำสิ่งดีๆเพื่อใครคนหนึ่ง ...ก็ยังไม่ใช่ความรัก

    เพราะความรู้สึกเหล่านี้ สามารถเกิดได้กับคนหลายคนในช่วงเวลาเดียวกัน (อาจเป็น ความรักต่อเพื่อนมนุษย์ แต่ไม่ใช่ ความรักต่อคู่ชีวิต) อาจมีคนไม่เห็นด้วยก็ไม่ผิด เพราะมันเป็นนิยามส่วนบุคคล ใครจะบังคับให้คนอื่นใช้ความรักตามความหมายของตัวเองได้

                    ...แล้วอะไร? คือสิ่งที่ขาดหายไปตามความหมายนี้ มันเป็นสิ่งที่ทำได้เพียงรู้สึก แต่ยังไม่อาจบรรยาย...

     

    Christmas, what a confusing day!

     

    ถึง เธอคนหนึ่ง

                    มีสิ่งที่ฉันต้องบอกกับเธอมากมาย แต่ต้องรอให้ถึงเวลาที่เหมาะสม เมื่อฉันแน่ใจในตัวเธอมากกว่านี้ และเธอก็แน่ใจในตัวเอง ฉันจะอธิบายความจริงบางอย่างให้ฟัง เพื่อให้เราเข้าใจกันมากขึ้น และกล้าที่จะทำสิ่งที่ใจเรียกร้อง หรือเผชิญหน้ากับความจริง

                    ถึงตอนนั้น เราคงได้เป็นตัวของตัวเองมากกว่านี้...

                    ฉันไม่รู้ว่าเส้นทางนี้จะนำเราไปสู่จุดจบแบบไหน แต่มิตรภาพในตอนนี้มีค่ามากสำหรับฉัน เธอคือเพื่อนที่น่าประทับใจที่สุดคนหนึ่งที่ฉันมี ฉันไม่รู้ว่าความสัมพันธ์นี้จะก้าวหน้าหรือไม่ แต่มันต้องไม่ถอยหลัง

                    ...ถ้าเวลาที่เหมาะสมนั้นมาไม่ถึง เราจะยังคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเช่นนี้ต่อไป

     

    ถึง พี่ชายของน้องสาว

                    วันนี้(Christmas) เป็นวันที่น้องสาวรู้สึกอบอุ่นที่สุดหลังจากเผชิญกับปัญหาประจำวันติดต่อกัน แค่ช่วงสั้นๆที่ได้เดินข้างๆพี่ชาย ช่วยเติมกำลังใจให้น้องสาวเข้มแข็งได้อีกหลายวัน และบางส่วนอาจคงอยู่ไปถึงปีหน้า หรือตลอดไป ขอบคุณมากๆนะคะ น้องสาวโชคดีเหลือเกิน ที่มีพี่ชายเป็นพี่ชายของน้องสาว

                    เพราะเป็นพี่ชาย น้องสาวจึงกล้าปฏิเสธทุกคน...

                    เพราะเป็นพี่ชาย น้องสาวจึงอยากเดินไปบนถนน ไม่สำคัญว่าจะเหนื่อยกว่า แต่สำคัญที่ได้อยู่ข้างๆพี่ชาย

                    อย่าเสียใจ... ที่พูดอย่างนั้นออกมา เพราะน้องสาวดีใจที่รู้ว่าพี่ชายรักและเป็นห่วงขนาดนี้ พี่ชายมีสิทธิที่จะห่วงและหวง บางครั้งคนก็ควรแสดงออกตามที่ใจเรียกร้อง มากกว่าทำตามหลักการความถูกผิด และนั่นอาจเรียกได้อีกอย่างว่าความรัก

     

    ถึง บุคคลในอุดมคติของฉัน

                    เธอคือคนในอุดมคติที่มีอยู่จริง เธอคือแรงบันดาลใจ คือต้นแบบ เป็นแรงผลักดัน เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ฉันเข้มแข็งได้บนเส้นทางที่ยากลำบากนี้

                    ทุกก้าวเดินของเธอ (เท่าที่ฉันเฝ้ามองอยู่ไกลๆ) เป็นสิ่งที่ฉันพยายามทำความเข้าใจ เรียนรู้ และปรับใช้ ในสายตาฉัน เธอโดดเด่นเกินกว่าคนธรรมดา แทบจะมีครบทุกอย่างตามที่วาดไว้ในอุดมคติ จนดูเหมือนเทพมากกว่าจะเป็นมนุษย์สามัญ

                    แน่นอน หากฉันได้มองเธอในระยะที่ใกล้กว่านี้ ก็อาจสัมผัสความไม่สมบูรณ์แบบบางอย่างได้ แต่นั่นก็เป็นเรื่องธรรมดา ทุกสิ่งบนโลกนี้ล้วน imperfect ทว่าความดีของเธอเป็นสิ่งที่หาได้ยากมากในโลกที่กว้างใหญ่

                    กับคนที่เราชื่นชมเป็นพิเศษ ยกย่องเป็นพิเศษ ประทับใจเป็นพิเศษ ...แค่ได้กินอาหารจากภาชนะใบเดียวกัน ก็กลายเป็นความทรงจำที่จะตราตรึงในใจไปอีกนาน...

     

    October 23

    จอมยุทธ์

     

    ...อันว่า จอมยุทธ์เป็นฉันใด

    จอมยุทธ์ที่แท้มิใช่ผู้มีวิทยายุทธ์ไร้ผู้ต่อต้าน

    และมิใช่ผู้มีคุณูปการเลิศภพจบพสุธา

    หากทว่าในจิตใจบรรจุไว้ซึ่งแผ่นดิน

    สามารถรองรับแผ่นดิน

    ในหัวอกจึงมีกระบี่ จึงจะเสาะพบผู้รู้ใจในชีวิต...

    ------------------------------------------------------

    จาก ภาพยนตร์ที่แฝงหนึ่งข้อคิดสุดบาดใจ "HERO"

     

    วีรบุรุษนั้น

    ไม่ใช่คนที่เก่งกาจหรือฉลาดสุดยอด

    ไม่ใช่คนที่มีชื่อเสียงเกริกไกร

    แต่คือคนที่อุทิศชีวิตจิตใจให้บ้านเมือง

    เป็นผู้เสียสละเพื่อส่วนรวมโดยแท้จริง

    ---  

    October 13

    เพื่อเป้าหมาย…

     

    ไม่มีเรา เค้าก็อยู่ได้...

                ...จากที่เรารักที่จะทำ กลายเป็นเราฝืนที่จะทำเพราะเรารัก...

                            ...เราสบายใจก็ดี แต่คนรอบข้างจะสบายใจยิ่งกว่า ถ้าเราสบายใจ...

     

    ...เป้าหมายของเราในอนาคตคือการทำงานเพื่อส่วนรวม               

    อุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้เราได้ทำงานเพื่อส่วนรวมในอนาคต ก็คือการทำงานเพื่อส่วนรวมในวันนี้

                                    นี่จึงเป็นอุปสรรคที่ท้าทายที่สุด เพราะเป็นเรื่องเดียวกันกับเป้าหมายที่เราต้องการบรรลุ

                                                    อย่าพ่ายแพ้ต่อกิเลสชั่วขณะ ปล่อยให้งานเล็กทำลายงานใหญ่...

     

    ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     

    เราเคยคิดว่า ความจริงแล้ว...

    เราไม่อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่และเก่งกาจ

    เราไม่อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์เพื่อสังคม

    แต่เราอยากเป็นนักสังคมศาสตร์เชิงวิทยาศาสตร์

                                   

    แต่ความจริงในตอนนี้มันไม่ใช่อย่างนั้น...

                    วิทยาศาสตร์ช่างดึงดูดใจให้เราอยากค้นคว้าอย่างทุ่มเท

    เราอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งกาจ

                ปัญหาสังคมช่างเร่งเร้าความคิดอยากแก้ปัญหาในใจเราให้ปะทุ

    เราอยากเป็นนักสังคมศาสตร์เชิงวิทยาศาสตร์

                และเพื่อเด็กไทยอันเป็นชนรุ่นหลังผู้เป็นอนาคตของชาติ

    เราอยากเป็นนักจัดการศึกษาที่นำทุกศาสตร์มาปรับใช้

     

    เพื่อให้บรรลุทั้งสามสิ่งนี้ อย่าได้ปล่อยให้ความอยากชั่วขณะทำลายความปรารถนาชั่วชีวิต

     

    October 06

    เด็กน้อย...

     

    เด็กน้อยเอย...    จงเข้มแข็ง

                            ที่ได้เผชิญวันนี้เพียงเป็นพายุฝน

                            หากอดทนรอคอยจนพายุผ่านพ้น

                            จะได้เห็นสายรุ้งแห่งความหวังบนฟากฟ้า

     

    เด็กน้อยเอย...    อย่าอ่อนแอ

                            แม้วันนี้ หยดน้ำตาพร่างพรูแข่งสายฝน

                            จงอดทนยืนหยัดอย่าล้ม

                           

                            เมื่อเธอเลือกเส้นทางที่น้อยคนจะเลือกเดิน

                            เมื่อเธอตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว และแน่วแน่

                            เธอต้องไม่ท้อเมื่อเผชิญความเดียวดาย

     

                            แม้ตกอยู่ในความมืดมิดเพียงลำพัง

                            เธอต้องปกป้องดวงจิตที่สว่างไสว

                           

                            แม้ผู้คนทั่วทั้งโลกไม่อาจเข้าใจ

                            จงใคร่ครวญสิ่งที่เธอกระทำ

                            หากแม้นผิดพลาดไป เธอเพียงเปลี่ยนทางเดินใหม่

                            หากแม้นนั่นถูกต้อง เธอเพียงก้าวเดินต่อ...

     

    October 03

    การเดินทางของเอลาเรส: ตอนที่ 2 คนแบกก้อนหิน

     

    ทำไมนะ... เอลาเรสคิด ทำไมจึงมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น?

     

    มีคนหลายคนเป็นเพื่อนกัน พวกเขามีชื่อพิเศษเอาไว้เรียกกลุ่มของตัวเอง

    นี่คือเหตุการณ์ที่เอลาเรสเห็นซ้ำๆ ติดต่อกันมาหลายครั้ง...

     

    เปรียบเช่นคนกลุ่มนั้นอาศัยอยู่ในที่แห่งหนึ่ง

    มักมีก้อนหินก้อนใหญ่ และหนักมาก หล่นลงมาใส่พวกเขา

    พวกเขาต้องช่วยกันแบกก้อนหินนั้นไปทิ้งในที่ห่างออกไป

    ...การแบกก้อนหิน มันเหนื่อย และหนัก

    จึงมีคนที่ไม่อยากเหนื่อย ไม่อยากหนัก ปล่อยมือจากก้อนหินอยู่เสมอ

    เมื่อมีคนแรก ก็มีคนที่สอง คนที่สาม... ตามไปเรื่อยๆ จนเกือบหมดทุกคนในกลุ่ม

    ทำไมนะ... เอลาเรสคิด

    ...ก้อนหินที่ใหญ่ และหนัก ไม่ว่าใครแบก ก็ต้องเหนื่อย ไม่ว่าแบกกี่คน ก็ต้องเหนื่อย

    แต่ทุกคนรู้ว่า จำเป็นต้องมีสักคนที่แบกมันไปทิ้ง

    ถึงจะรู้อย่างนั้น แต่ก็ยังมีคนปล่อยมือเรื่อยๆ เรื่อยๆ...

    บ้างปล่อยมือเพียงชั่วคราวเพื่อหยุดพัก อีกมากตั้งใจปล่อยมือตลอดกาล...

    ...พวกเขาไม่ต้องการเหนื่อย ไม่ต้องการหนัก ไม่ต้องการลำบาก

    พวกเขาปล่อยมือออก ทีละคน ทีละคน... ปล่อยมือ ทั้งที่ยังมีแรงแบก

    ราวกับอยากให้เพื่อนที่ยังแบกอยู่ ต้องเหนื่อย ต้องหนัก ต้องลำบากให้มากที่สุด

    ลำบาก ให้สาสมกับความโง่ที่แบกก้อนหินต่อไป

    ...ถ้าโชคดี ก้อนหินไม่หนักเกินไป คนที่เหลือก็แบกมันไปทิ้งได้สำเร็จ แม้จะเหนื่อยแทบขาดใจ

    ถ้าโชคร้าย ก้อนหินหนักเกินกว่าจะแบกไหว คนก็ถูกก้อนหินทับ บ้างมีแผล บ้างขาหัก บ้างพิการ บ้างเกือบเป็นอัมพาต

    ทำไมนะ... เอลาเรสสงสัย

    มิตรภาพที่เอลาเรสรู้จัก ไม่ใช่แบบนี้...

    ...หรือนี่คือความหมาย ของคำว่าพิเศษ ที่อยู่ในชื่อกลุ่ม...

     

    September 17

    การตัดสินความเสียสละ

    (ถึง เพื่อน พี่ และน้อง ที่มีอุดมการณ์เดียวกันทุกคน)

     

    จากเรื่องจริงที่เกิดขึ้น หลายคนเสียความรู้สึกกับน้อง หลายคนเสียความรู้สึกกับเพื่อน หลายคนเสียความรู้สึกกับบางองค์กร

    แต่สิ่งหนึ่งที่คนอย่างเอมอดคิดไม่ได้คือ เราสามารถโทษว่าคนที่ไม่ให้ความร่วมมือได้หรือไม่

     

    เอมกล้าพูดว่า ตัวเองเป็นคนที่รักงานมากที่สุดคนหนึ่งในคณะนี้ และแลกเวลาที่จะทำประโยชน์ให้ตัวเองหรือครอบครัวนับครั้งไม่ถ้วนมาทำงานให้คนอื่น...

    แต่เอมไม่กล้าตัดสินว่าคนที่ทำตรงข้ามกับเอมเป็นคนเลวร้าย เห็นแก่ตัว

     

    ถ้าหากเอมเป็นคนที่ปฏิเสธค่ายนี้ ด้วยเหตุผลว่า จะกลับบ้าน (เหมือนที่พ่อและตัวเองเรียกร้องอยากทำแทบตาย)

    จะมีใครเข้าใจไหมว่า “เหตุผลของเรามันจำเป็นมากขนาดไหน”

    เพื่อนก็คงบอกว่า “เราก็ไม่ได้กลับเหมือนกัน” , “พ่อแม่เราก็อยากให้เรากลับเหมือนกัน” ...แต่เรายังเสียสละเลย

    จำเป็นไหมที่เพื่อนต้องเสียสละพ่อแม่เหมือนที่เราเสียสละ?

     

    ความจริง การที่เอมไม่กลับบ้าน อาจถึงขั้นทำให้พ่อเครียดมาก การที่เอมปฏิเสธที่จะกลับบ้านในวันหยุดเพื่อทำงานบ่อยๆ อาจทำให้พ่อมีความเครียดสะสม จนทำให้พ่ออายุสั้นลงก็ได้ (ไม่ได้แช่ง แต่ความจริงเป็นอย่างงั้นจริงๆ)

    คนอื่นที่ไม่เคยเสียแม่ไปเหมือนกับเอม จะเข้าใจไหมว่าการสูญเสียคนที่เรารักมันมีโอกาสเกิดขึ้นง่ายแค่ไหน?

    ทุกคนต่างมีพ่อแม่รอให้กลับบ้านเหมือนกัน แต่แน่ใจหรือว่าพ่อแม่ทุกคนจะเสียใจเท่ากันถ้าลูกไม่ได้กลับบ้าน?

     

    เหตุผลธรรมดาๆ แค่ “จะกลับบ้าน” มันอาจมีความหมายถึงการยืดชีวิตของคนที่เรารักเลยก็ได้

    แต่จะมีใครเข้าใจความยิ่งใหญ่ของมันไหม?

    ถ้าเอมไม่ไปค่ายเพราะจะกลับบ้าน จะมีไหมคนที่ไม่ประณาม ไม่โทษว่า แต่ให้อภัย และเข้าใจ?

     

    ใครจะรู้ว่าคนอื่น ที่ไม่ไปค่ายเพราะเหตุผลง่ายๆบางเหตุผล (เช่น กลับบ้าน หรือเหตุผลอื่นก็ตาม) เค้าอาจเป็นลูกที่กตัญญูที่สุด หรือได้เลือกทางที่ดีที่สุดสำหรับทุกอย่างแล้วก็ได้...

     

    เพราะคนเรามีความจำเป็นส่วนตัวที่แตกต่างกัน

    ..เราจะใช้อะไรตัดสิน ว่าใครเสียสละ หรือเป็นคนดีที่แท้จริง??...

     

    September 15

    เราบ้าหรือเปล่า?

     

    เมื่อมีเวลาได้สำรวจตัวเอง สำรวจคนอื่น ก็เกิดความไม่เข้าใจที่หาทางเข้าใจไม่ได้ซะที

    ยิ่งหันไปมองคนรอบข้าง แล้วหาคนที่รู้สึกเหมือนกันไม่เจอ ยิ่งระแวงว่า เราบ้าไปหรือเปล่า?

                   

    ตลอด 1 ปีครึ่งที่เรียนมหาลัย ความรู้แทบไม่มีอยู่ในหัว เนื้อหาในตำราเรียนผ่านมาแล้วผ่านไป ในสมองเราบรรจุแต่เรื่องงาน งาน และงาน จดจำทุกกิจกรรมที่ผ่านเข้ามาในชีวิตนักศึกษา แย่งเนื้อที่จุความรู้ในสมองไปหมด ...เราบ้าหรือเปล่า?...

                    เวลาเรียนไม่เข้าใจ ความคิดที่จะ fight อ่านหนังสือเกิดขึ้น 5 นาที เวลาทำงานไม่ก้าวหน้า ความคิดที่จะแก้ปัญหาอยู่ได้นานเป็น 5 วัน  ...เราบ้าหรือเปล่า?...

                ตั้งแต่เข้ามหาลัยมา แม้คะแนนไม่ดี ยังไม่เคยเครียดกับเรื่องเรียน แต่งานกลับทำให้เราเครียดได้ข้ามเดือนข้ามปี  ...เราบ้าหรือเปล่า?...

    แต่ละเทอมเหมือนมาเพื่อทำกิจกรรม 3 เดือน เรียนหนังสือและสอบอีก 3 สัปดาห์  ...เราบ้าหรือเปล่า?...

                เรารู้ว่าเรียนสำคัญที่สุด เรารู้ว่ากิจกรรมสำคัญเป็นรอง ในช่วงเวลาวิกฤตที่เรียนกับงานมาชนกัน ทำไมใจเรามันเอนเอียงมาทางงานตลอดเวลา ทั้งที่ทำงานเครียดกว่าอ่านหนังสือ เรายังอยากแต่จะทำงาน  ...เราบ้าหรือเปล่า?...

     ทักษะการทำงานเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล แต่ทักษะทางการเรียนคงที่ไม่ก้าวหน้า ใช้ชีวิต 1 ปีครึ่งมายังไงให้ได้อย่างงี้  ...เราบ้าหรือเปล่า?...

     

    เราไม่ใช่คนไม่ตั้งใจเรียน แต่ทำไมเราตั้งใจทำกิจกรรมมากกว่า ไม่เข้าใจตัวเอง

    กิจกรรมเป็นเรื่องส่วนรวมก็จริง การเรียนก็เป็นเรื่องส่วนรวมเหมือนกัน เราก็รู้ถึงความจริงข้อนี้

    เราต้องวิ่งตามความฝัน (ตอนนี้เดินตามอาจไม่ทัน) ความฝันของเรามีการเรียนเป็นสารตั้งต้น กิจกรรมเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ถ้าขาดตัวเร่ง ปฏิกิริยาจะเกิดช้ามาก ถ้าขาดสารตั้งต้น ปฏิกิริยาจะไม่เกิดเลย

     

    ความจริงแล้วเราก็มีความสุขดีกับทุกวันนี้ แทบไม่เคยลังเลกับสิ่งที่ตัวเองเลือกแล้ว แต่ผลลัพธ์บางอย่างที่น่าเสียใจ ทำให้เราต้องคิดทบทวนให้ดี

                    เราทุ่มเทให้งานอย่างยาวนาน รู้สึกว่าสามารถมองงานอย่างละเอียดอ่อนมากขึ้นมากๆ รอบคอบกว่าเดิม และเห็นปัจจัยต่างๆเชื่อมโยงกันมากกว่าเดิม จนรู้สึกว่ามันเป็นผลลัพธ์ที่พิเศษ skill การทำงานเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะในเชิงการคิด

                    พอมันเพิ่มสูงมากไป ก็เริ่มไม่สามารถอธิบายให้ใครเข้าใจอย่างที่เราเข้าใจ ความสามารถในการถ่ายทอดเริ่มตามไม่ทันความคิด ในการทำงานเป็นทีม skill ที่เพิ่มมากไปไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา

                    ตรงกันข้ามกับเรื่องเรียน ที่เราเริ่มคุยกะเพื่อนไม่รู้เรื่อง เพราะไม่รู้ความรู้อยู่ในหัว รู้สึกว่าเป็นนักศึกษาที่ไม่คุ้มค่ากับการมาเรียน skill ด้านนี้ถูกเพื่อนทิ้งห่างมากเกินไป เราไม่ต้องการแข่งกับใคร แต่สมควรรู้ตัวเองว่ามีคุณค่าสำหรับการเป็นนักศึกษาที่รับทุนมาเรียนแค่ไหน

                    บางคนวัดความสำเร็จของการเรียนจากคะแนน แต่สำหรับเรามันไม่ใช่ มีเพียงตัวเองที่วัดความสำเร็จของตัวเองได้ เราเท่านั้นที่รู้ตัวว่าตอนนี้เรามีความรู้อยู่หรือไม่มีอยู่ สำหรับเราซึ่งรู้ตัวว่าแทบไม่มีเลยจึงรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวในด้านนี้

     

                    ...เราต้องแบ่งเนื้อที่ในสมองบางส่วนที่บรรจุเรื่องงาน  มาใส่เรื่องเรียนเข้าไปบ้าง ให้กลายเป็นความรู้ในระยะยาวเหมือนที่เราจดจำประสบการณ์ทำงานได้อย่างยาวนาน ซึ่งคงทำไม่ได้ถ้าเรายังทำงานมากขนาดนี้ ปัญหาใหญ่ไม่ใช่เวลาที่เสียไป แต่เป็นแรงดึงดูดของงาน ยิ่งทำมากใจเรายิ่งจดจ่อกับงานเหล่านั้นมากและดึงความคิดออกจากมันไม่ได้ เราต้องยอมปล่อยวางงาน เพื่อเปิดโอกาสให้ใจมาจดจ่อกับเรื่องเรียนบ้าง พัฒนา skill ในการเรียนให้มากขึ้นกว่านี้ หทัยทิพย์เอยย ถ้าไม่เริ่มตอนนี้จะรอถึงเมื่อไหร่?...

     

    August 25

    การเลือก

     

    ขีวิตคนเต็มไปด้วยการเลือก ทั้งเลือกที่จะได้รับ และเลือกที่จะสูญเสีย

    ชีวิตเราก็ผ่านการเลือกมามากมาย เลือกครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อแสวงหาสิ่งที่เรียกว่า จุดสมดุลของชีวิต

    จนป่านนี้ การเลือกก็ยังไม่จบสิ้น หรือเพราะเราปรารถนาไม่จบสิ้น เราจึงเผชิญความดีใจที่ได้รับ และเสียใจที่สูญเสียไม่จบสิ้นด้วย

     

    กับสังคมนอกบ้าน เราเป็นคนที่พยายามควบคุมวิถีชีวิตตัวเองมากในระดับหนึ่ง

    สำหรับที่บ้าน เรากลับเป็นลูกที่ตามใจตัวเองมากที่สุดคนหนึ่ง

     

    ตั้งแต่มัธยม เรามีความสุขกับการทำสิ่งที่อยู่นอกห้องเรียน พอใจกับการพยายามสร้างโลกแห่งความจริงให้เป็นเหมือนในอุดมคติ เห็นการเรียนเป็นเรื่องรอง ประคับประคองตัวเองผ่านมาอย่างง่ายดายด้วยความฟลุค โชคช่วย ฯลฯ

    แม้กระทั่งการสอบติด พสวท. ยังรู้สึกว่าเป็นผลบุญ มากกว่าผลจากความฉลาด

    แต่ที่มหาลัย ไม่สามารถรอให้โชคช่วยอีก ต่อให้ทำได้ ก็ไม่อาจแบกรับความรู้สึกผิดได้ เราไม่อาจเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ในสมองเต็มไปด้วยความคิดหรือความรู้ที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์

    ที่นี่ ไม่สามารถให้กิจกรรมเป็นหลัก เรียนเป็นรอง ได้อีก

     

    ดังนั้น พี่ชายพูดถูก “มันไม่สำคัญหรอกว่า เราจะตัดกิจกรรมที่อยากทำออกไปแล้วมากแค่ไหน มันสำคัญที่ว่า กิจกรรมที่เราเลือกทำอยู่มันยังหนักไปอยู่รึเปล่า ถ้าหนักก็ต้องตัดออก แม้จะเคยตัดออกแล้วเป็นร้อยอย่าง ก็ต้องตัดอีก”

     

    ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     

    เราไม่ใช่คนฉลาด จริงๆแล้วไม่ฉลาดเลย และไม่ใช่คนเก่งด้วย

    ความสำเร็จจากทุกงาน เกิดได้เพราะทุ่มเท ใส่ใจ และจริงจังกับมัน

    งานไหนทำไปโดยไม่เรียกความพยายามออกมา งานนั้นก็ล้มเหลว ไม่เคยประสบผล ไม่ว่าจะเรื่องเรียน หรือกิจกรรมก็ตาม

     

    ฉะนั้น ตัวเราจะมีคุณค่ากับงาน ก็ต่อเมื่อเราจริงจังกับมัน ทุ่มเทให้มัน

    นี่คือเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้เราไม่อาจใช้ชีวิตเหมือนคนอื่น พยายามแล้วก็ทำไม่ได้สักที

     

    1 เพราะเราไม่เก่งพอ เราจึงไม่สามารถแบ่งเวลานิดๆหน่อยๆ ทำแต่ละงาน แล้วทำให้ทุกงานออกมาดีได้ (เหมือนที่เห็นว่าเพื่อนบางคนทำได้ แต่เราทำไม่ได้จริงๆ)

    จะเรียนให้ดี เราต้องใช้เวลาอ่านหนังสือมากกว่าคนปกติ ทั้งยังเป็นคนประเภทไม่สามารถเก็บความรู้จากห้องเรียนมาได้เลย

    จะทำงานให้ออกมาดี เราต้องมีเวลาใช้ความคิด คิดถึงข้อดีเสียรอบด้าน ดังนั้นหากมีคนเห็นว่าเราทำงานเก่ง เค้าคงคิดผิด สาเหตุที่ทำให้ทำงานออกมาดีกว่า เพราะยอมทุ่มเทเวลาและกำลังความคิดมากกว่า ขณะที่คนส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่าการลงแรง

     

    2 เพราะเราไม่เก่งพอ แต่เราอยากทำทุกงานให้ออกมาดี เราจึงต้องจำกัดจำนวนงานที่รับผิดชอบ เน้นคุณภาพไม่เน้นปริมาณ

                    ดังนั้น อาจเห็นว่าเรายังรับงานไม่มากเท่าบางคน แต่ก็เหมือนทำงานหนักมาก หรือบางคนมองว่า เรายังสามาถรับงานเพิ่มได้อีก ทั้งที่จริงๆมันล้นมือแล้ว ภาระที่เคยรับ หรือรับอยู่ หรือจะรับในอนาคต (ถ้าทุกอย่างยังเป็นแบบนี้) มันเกินความสามารถของเราแล้ว

                เพราะ ความทุ่มเท + ความไม่เก่งพอ ทำให้เราใช้พลังงานมากมายในแต่ละงาน

     

    3 เพราะรู้ตัวว่าหากเป็นอย่างนี้ต่อไป คงไม่สามารถทำงานให้สำเร็จได้อย่างที่ตั้งใจ ดังนั้นจึงต้องเลือกที่จะเสียใจวันนี้ แทนที่จะเสียใจกว่าเดิมในวันหน้า

                    เพราะเทอมต่อไป เราต้องทุ่มเทให้การเรียนมากกว่าเดิมอีกเท่าตัว – ต้องเริ่มทำ project ของตัวเองอีกครั้ง – ต้องเตรียมงานสำหรับ sci-camp – และตั้งใจทำงานชมรมวิชาการให้ดีในฐานะรองประธาน +++ ทุกงานเหล่านี้ต้องทำให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด เป็นงานที่เราตัดสินใจยกทั้งชีวิตให้กับมัน

     

    ฉะนั้น หากวันนี้ไม่ตัดสินใจเลือก แล้วจะเลือกวันไหน?

     

    ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     

    ความฝันสูงสุดของชีวิตนักศึกษาของเรามี 2 อย่าง

    หนึ่งคือมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในความรู้ทางวิทยาศาสตร์ สองคือใช้กิจกรรมสร้างประโยชน์แก่คนอื่นให้มากและยืนยาวที่สุด

    ความฝันอย่างหลัง ยังบรรลุไม่ยากเท่าความฝันอย่างแรก

     

    พ่อและพี่ชายดูเหมือนจะรับรู้ปัญหาข้อนี้เป็นอย่างดี ดังนั้นคอยกดดันเราให้เลิกงานอื่น มุ่งแต่เรียนอยู่เสมอ

    เราไม่เคยโกรธที่ถูกกดดัน เพราะรู้ว่า ในความรู้สึกของคนที่เป็นห่วงเราแล้ว เมื่อเตือนมานับครั้งไม่ถ้วนแต่เราไม่ตอบสนองสักครั้งมันกดดันและเจ็บปวดกว่าคนที่ถูกเตือนอย่างเราหลายเท่า

     

    ภารกิจสำคัญอีกอย่างต่อไปนี้คือตั้งใจฝึกภาษาอังกฤษให้ดี เมื่อพ่อยอมจะจ่ายเงินจำนวนมากทั้งที่มีอยู่เล็กน้อยเพื่อให้ลูกบรรลุวัตถุประสงค์นี้ ลูกจะไม่ทำตามได้หรือ ปัญหาของลูกตอนนี้ไม่ใช่หาคนสอนไม่ได้ แต่หาเวลาไปเรียนไม่ได้ต่างหาก

     

    ฉะนั้น วันนี้เราจึงต้องขอโทษสำหรับทุกคน ทั้งเพื่อน พี่ น้อง และทุกคน ถ้าเราจะเลือก ที่จะทิ้งงานของใครไป โดยไม่ลังเลอีก ถ้าเราไม่อาจจะช่วยเหลือใครทำงานใดได้อีก วันนี้เราตัดสินใจ ที่จะตามใจคนที่รักเรา ยอมขัดใจเพื่อนหรือคนจำนวนมากที่เราเป็นห่วง หลังจากที่ขัดใจพ่อกับพี่มานาน ถึงเวลาชดเชยคืนให้บ้างแล้ว...

     

    July 21

    จำแนกแยกแยะงาน

       

    เราทำงานจำนวนมากกว่าคนหลายคน แต่ก็ยังน้อยกว่าคนบางคน

    ทว่ามันไม่ใช่ว่าคนที่ทำงานหลายอย่างจะเหนื่อยมากกว่าคนที่ทำงานไม่กี่อย่างเสมอไป

    มันขึ้นอยู่กับว่า เค้าทุ่มเทให้กับแต่ละงานที่ทำมากน้อยเพียงใด

    เราเป็นประเภทหนึ่ง ที่เน้นประสิทธิภาพการทำงาน มากกว่าเน้นปริมาณงานที่ทำได้

    ฉะนั้น เราตั้งใจจะทำงานน้อยชิ้น แต่ทุ่มเทให้น้อยชิ้นนั้นออกมาดีที่สุด

    แต่ทำไมต้องมีสถานการณ์มาบีบคั้นให้เราทำงานเยอะขึ้น แต่ประสิทธิภาพลดลงอยู่เรื่อย

    จะมีใครเข้าใจคนมีความสามารถ(จำกัด)อย่างเราบ้างไหม

    ที่เรารับงานน้อยชิ้นไม่ใช่เพราะความเห็นแก่ตัว แต่เพราะเห็นแก่งานส่วนรวมที่เราแบกไว้ต่างหาก

    เราไม่กลัวเหนื่อย แต่กลัวงานออกมาไม่ดี

    แต่ละคนต่างมีจุดยืนของตัวเอง ฉะนั้น โปรดอย่าบังคับให้ใครต้องเปลี่ยนไปตามใจเราเลยดีกว่า

     

    เริ่มพล่ามนอกเรื่อง จริงๆแค่อยากระบายความรู้สึกส่วนตัว ที่เรามีต่องานต่างๆ ที่ได้สัมผัสมาเท่านั้นเอง

     

    งานชมรมดนตรีพื้นเมือง

                เป็นงานที่ทำแล้วมีความสุข ผ่อนคลาย ถึงยังเล่นไม่เอาไหน แต่ก็สบายใจเมื่อได้ซ้อมเล่นกับเพื่อนๆในชมรม อาจเป็นงานที่ทำแล้วเป็นสุขที่สุด(เครียดน้อยที่สุด)เลยก็ว่าได้

                    ตอนหลังกลับไม่ค่อยได้เข้าไปแล้ว เพราะงานอื่นรัดตัวไว้แทบไม่ให้กระดิกไปไหน

     

    งานโครงการฯ

                เป็นงานที่ทำแล้วรู้สึกว่าเรามีคุณค่า ถ้าได้ทุ่มเททำงานจะรู้สึกมีความสุข สนุกเมื่อได้ทำงานกับเพื่อนๆ แม้ความเห็นจะแตกต่างกันบ้าง แต่รู้สึกว่าทุกคนทำด้วยความตั้งใจและอุดมการณ์ มันเป็นเสน่ห์ที่หาไม่ได้จากงานไหนๆ

                    ช่วงนี้ยังต้องให้ความสำคัญรองลงมา เพราะมีงานอื่นที่หนักและด่วนมากมาย

     

    งานคณะ

                อาจได้แชมป์งานที่ทำแล้วเป็นสุขน้อยที่สุด (เครียดมากที่สุด) สาเหตุหลักไม่ใช่เพราะลักษณะงาน แต่เพราะบรรยากาศการทำงานอันเป็นผลมาจากเพื่อนร่วมงาน งานนี้ถ้าถลำลึกลงไปแล้วต้องไม่อาจปลีกตัวออกมาได้ ไม่ใช่เพราะถูกคนอื่นบังคับ แต่เพราะใจไม่แข็งพอ ยิ่งเห็นปัญหาหนักยิ่งอยากแก้ไข สุดท้ายก็ถอนตัวไม่ขึ้น

    แต่เรามีงานอื่นที่ต้องทุ่มเท ฉะนั้น เราจึงป้องกันตัวเองอย่างที่สุดไม่ให้ก้าวเข้าไปในงานนี้ลึกเกินไป เดี๋ยวถอนตัวกลับไม่ทัน

     

    งานชมรมดาราศาสตร์

                ที่ยังทำงานนี้มีเหตุผลซับซ้อน อธิบายไว้ใน blog “Astronomy VS Academic Club” เป็นชมรมของเพื่อนฝูงและพี่ชาย เวลาทำงานมักรู้สึกผิดเพราะไม่อาจทุ่มเทได้เท่าที่ควรจะเป็น หากมีงานล้นมือคงต้องตัดใจจากมาสักวันหนึ่ง

     

    งานเมเจอร์

                ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเป็นงานที่ทำแล้วมีความสุขทางใจอย่างมาก งานนี้นำพาให้เราได้รู้จักเพื่อนใหม่ รู้จักคำว่ามิตรภาพ การทำงานมีบรรยากาศความเป็นเพื่อนที่ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงาน ความรู้สึกนี้หาไม่ได้จากกิจกรรมไหน

                    แต่ยังไงเราก็ไม่สามารถเปลี่ยนใจจากงานเดิม มาทุ่มเทให้งานนี้ได้ คาดหวังอย่างที่สุดว่าเพื่อนจะเข้าใจเรา เราจะมาช่วยเพื่อนทำงานอย่างที่เราทำในงาน Bioเพื่อชุมชน ทั้งที่ไม่มีตำแหน่งใดๆเลยก็ตาม แต่เราไม่อาจเป็น Head สำหรับเมเจอร์ หรือแม้แต่แผน Genetics เราไม่สามารถรับงานที่มากกว่านี้แล้วจริงๆ

     

    งานชมรมวิชาการ

                    งานนี้ก่อนเริ่มต้นมีความสุขอย่างเปี่ยมล้น แต่พอก้าวเข้ามาเป็น staff เต็มตัว(ปี1)พบความจริงที่แตกต่างจากจินตนาการเกือบสิ้นเชิง ยังไงก็ตาม เป็นงานที่ครองพื้นที่ในใจเรามากที่สุด หนักที่สุด เหนื่อยที่สุด และเครียดที่สุด เป็นงานที่เราทุ่มเทกับมันมากที่สุด ท้อที่สุด แต่เป็นงานสุดท้ายที่เราจะทิ้ง ความสำเร็จและล้มเหลวของงานนี้ แทบจะเปรียบเปรยได้กับคำว่า ขอแลกด้วยชีวิต

                เราไม่ได้รักงานนี้แบบหน้ามืดตามัว มองอย่างมีสติ นี่เป็นงานที่ตอบเป้าหมายในชีวิตของเราได้มากที่สุด เมื่ออนาคตเราตั้งใจทำงานเพื่อพัฒนาการศึกษาให้เด็กจำนวนมาก วิชาการเปิดโอกาสให้เราได้ลองทำฝันให้เป็นจริง

     

    ทำแล็บ

                    งานนี้เพื่ออนาคตที่สดใสในด้านวิทยาศาสตร์ ความสำคัญเทียบเท่าเรียน และชมรมวิชาการ  ความเหมือนของงานทั้ง 3 อย่างนี้ คือเป็นหนทางที่จะบรรลุอุดมการณ์ที่มุ่งหวัง จึงเป็นงานที่ทิ้งไม่ได้

                    เราจะต้องทำแล็บให้ได้งานที่เป็นชิ้นเป็นอัน ตอนนี้จึงต้องขยันแบ่งเวลาเป็นพิเศษ เมื่ออาจารย์เปิดโอกาสให้คนงานยุ่งอย่างเราได้เข้าไปหาประสบการณ์ เราต้องไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวังอย่างเด็ดขาด

     

    เรียน

                งานนี้ย่อมสำคัญเป็นอันดับ 1 แต่ไม่ใช่หนึ่งเดียว อย่างที่บอก ว่ามันสำคัญเท่ากับการทำแล็บ และงานชมรมวิชาการ แต่สถานการณ์มักจะบังคับให้มันเป็นงานที่ด่วนที่สุด เพราะเป็นงานที่หากล้มเหลวจะกระทบงานอื่นทั้งหมด และเป็นงานที่พลาดแล้วเอาคืนไม่ได้ สรุปแล้วให้ความสำคัญเท่ากัน แต่ต้องให้สิทธิเรียนมาก่อนเสมอ

                    ถึงจะพูดอย่างงั้น แต่เราชอบหลุดจากโลกของการเรียน ไปสู่โลกของการทำงานบ่อยๆ กว่าจะดึงสมองกลับสู่เรื่องเรียนต้องใช้พลังงานมหาศาลในการเตือนสติตัวเอง หวังว่าเราจะประคองมันให้ผ่านไปได้ด้วยดี

     

    - - - - - - - - - - - - - - - - - -

    ขอใช้สัญชาตญาณในการเลือกทางเดิน

     

    June 26

    Astronomy VS Academic Club

     

     

    ปัญหาที่ยืดเยื้อนี้ แย่ที่ภายนอกไม่มีใครยอมรับว่ามันมีอยู่ จึงไม่เปิดโอกาสให้มีการปรับความเข้าใจหรือถกกันเพื่อแก้ปัญหา กลายเป็นเรื่องที่ค้างคา จะจบก็ไม่จบ จะเคลียร์ก็ไม่ได้

                    เราไม่ตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้ให้ใครอ่าน เพราะนี่จะเป็นสิ่งที่ตรงที่สุดจากใจ เขียนจากความคิดและความรู้สึกที่เป็นอยู่จริงในตอนนี้ และความจริงแบบนี้อาจทำให้หลายคนรู้สึกตอบกลับมาในแง่ลบ ไม่ว่าเค้าจะอยู่ชมรมดาราศาสตร์หรือชมรมวิชาการก็ตาม เราจึงไม่เคยนั่งเรียบเรียงให้ใครฟังมาก่อน  blog นี้แค่ใช้บันทึกความทรงจำแทน สมองจะได้เบาขึ้น

     

     

    คำถามเริ่มต้น “ด้วยบทบาทในชมรมวิชาการของเราในตอนนี้ ยังเหมาะที่จะทำงานในชมรมดาราศาสตร์อีกหรือ?”

     

                    ตอนอยู่ปี 1 พี่เบียร์เคยถามว่า “ตกลงน้องเอมอยู่วิชาการหรือดาราศาสตร์?” เอมตอบว่าตอนนี้อยู่ทั้ง 2 ชมรม พี่เบียร์ว่าสุดท้ายเราต้องเลือกอันใดอันหนึ่งอยู่ดี ตอนนั้นอยากพูดคำตอบที่อยู่ในใจออกไปมาก แต่ก็คิดว่ารอดูที่การกระทำดีกว่า

                    อีกเหตุผลหนึ่งที่ไม่ยอมพูดเป็นเหตุผลของเด็ก เด็กที่ต้องการเรียกร้องความเชื่อใจจากผู้ใหญ่ คนที่เราให้ความนับถือและคาดหวังว่าเขาได้รู้จักเรามากแล้วในระดับหนึ่งจากการทำงานหลายครั้งที่ผ่านมา นิสัยเราเป็นไง ความคิดเป็นยังไง ต่างคนน่าจะต่างเข้าใจกันพอควร เด็กน้อยถ้าโตกว่านี้หน่อยคงไม่คาดหวังอะไรไร้สาระแบบนี้ เราหวังที่จะให้พี่ๆเชื่อมั่นว่าเราเลือกวิชาการแน่นอนไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่เราอาจคาดหวังมากไป

                   

    ยิ่งมีคนเสนอความเห็นว่า การยกให้เป็นประธานชมรมปีหน้าเพื่อผูกมัดเราไว้กับชมรมวิชาการ เค้ารู้ว่าสำหรับเรา Science Camp เป็นผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่ที่เราย่อมไม่อาจปฏิเสธ ต่อไปก็ไม่ต้องกลัวว่าเราจะถูกดึงไปทำงานในชมรมดาราศาสตร์ ที่ถูกกำหนดให้เป็นชมรมคู่แข่ง

                    นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้สะเทือนใจอย่างรุนแรง ไม่นับความรู้สึกว่าถูกใช้เป็นเครื่องมือ แค่ความผิดหวังจากความไม่เชื่อใจก็ร้ายแรงแล้ว ถึงขั้นคิดอยากพูดกับพี่ดิวซะเดี๋ยวนั้น (ก็มันไม่รู้จะไปพูดกับใคร) บอกว่าเอมไม่เคยคิดไปทำงานในชมรมอื่น เอมเลือกวิชาการตั้งแต่แรก เลือกตั้งแต่ก่อนจะได้ยินพี่ๆบอกว่า “น้องเอมเป็นประธานฯปีหน้านะ” เอมเลือกให้ใจไปกับวิชาการตั้งแต่แรกไม่เคยหวั่นไหวคิดย้ายไปชมรมไหนเลย แม้ว่าเกือบตลอดปีวิชาการไม่มีอะไรให้ปี 1 ทำเลยก็ตาม ไม่ใช่แค่ชมรม เอมหลบเลี่ยงงานคณะ งานเมเจอร์ และกิจกรรมอื่นๆเพราะตั้งใจจะทำชมรมวิชาการให้ดีถึงที่สุด กระทั่งพี่ชมรมดาราศาสตร์บางคนก็รู้ตั้งแต่เอมกรอกใบสมัครว่าเอมจะเลือกวิชาการถ้าดึงคราวต้องเลือก แต่พี่วิชาการที่เราผูกพันมากกว่ากลับไม่รู้ว่าเราจะเลือกอันไหน นี่เป็นความน้อยใจอย่างหนึ่ง

                    มันก็เป็นความรู้สึกของเด็กนั่นแหละ ที่คิดจะให้คนอื่นเชื่อใจโดยไม่พูดออกไป ถ้าโตกว่านี้คงรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ จนถึงตอนนี้ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กอยู่ ยังไงก็ตามตอนนั้นไม่ได้คุยกะพี่ดิว เพราะเมื่อพยายามมองในแง่ดี เหตุผลนั้นอาจไม่มีอยู่จริงก็ได้ อาจไม่มีใครคิดอย่างนั้นจริงๆ ก็ได้

                   

    แต่สิ่งสำคัญอันหนึ่งที่อยากให้พี่ๆเข้าใจมากๆคือ เราไม่ได้เลือกชมรมวิชาการเพราะ Science Camp เราเลือกเพราะอยากทำงานของวิชาการฯ อธิบายตามจริงคือ Sci-camp เป็นตัวจุดประกายให้ประทับใจชมรมวิชาการ แต่การจุดไฟในที่ๆไม่มีอากาศไม่สามารถทำให้ไฟติดได้ อากาศในที่นี้จึงเป็นความประทับใจในพี่ๆชมรมสมัยก่อน อุดมการณ์และความตั้งใจที่ถ่ายทอดผ่านค่ายที่จัด บรรยากาศการทำงานที่น่าประทับใจ แนวคิดและความน่านับถือของพี่ๆที่เราได้พูดคุย รวมกับความชอบทำงานวิชาการเพื่อคนอื่น ทำให้รู้สึกว่าชมรมวิชาการตอบทุกอย่างที่เราใฝ่ฝัน แม้เข้ามาในมหาลัยแล้วพบว่าหลายอย่างเปลี่ยนไปจากที่เคยเห็น แต่ก็ไม่ได้ทำให้คิดถอดใจไปที่อื่น ยิ่งไม่สนใจว่าจะได้เป็นประธานชมรมหรือสมาชิกธรรมดา อย่างที่บอกว่าเราเลือกวิชาการตั้งแต่แรกของแรกสุด

                   

    อาจบังเอิญที่ปัญหาหลักของวิชาการคือไม่มีคนทำงานที่ให้ Priority แก่ชมรม และเราสนองตอบเรื่องนี้ได้พอดี เราปฏิเสธงานชั้นปีเพราะที่บ้านไม่เห็นด้วย แต่สำหรับวิชาการถึงพ่อกับพี่ชายไม่เห็นด้วยก็จะทำ (เพียงแต่ตอนนี้ที่บ้านยังไม่รู้) แปลกดีที่เราเลือกงานเล็กไม่เลือกงานใหญ่ อาจบางทีคนเราเหมาะสมกับงานคนละแบบ ณัฐเหมาะกับงานคณะ เอมเหมาะกับงานชมรม ไม่ว่างานไหนล้วนมีอุปสรรค เราต่างต้องสู้ต่อไป แต่ทุกงานล้วนทำให้เกิดประโยชน์กับคนหมู่มากได้

     

                    วันก่อนพี่จาพูดในที่ประชุมดาราศาสตร์ว่า อยากให้น้องรักชมรมให้มาก ทำงานด้วยความรักจากใจจริงๆ สิ่งที่พี่จาขอและความรู้สึกของพี่เค้าเราคิดว่าเราเข้าใจ และเราสามารถทำได้แต่ทำได้กับวิชาการเท่านั้นไม่ใช่กับดาราศาสตร์ (นี่เป็นสิ่งที่อยากขอโทษพี่ๆชมรมดาราศาสตร์อย่างมากที่สุด) ถึงจะพยายามสร้างความรักขึ้นมาใหม่ แต่มันก็ถูกวิชาการดูดไปหมด

                    สิ่งที่ชดเชยได้คือแม้เราไม่ได้รักชมรมฯ แต่เรารักน้องที่เข้ามาในชมรม และนับถือในความรักที่พี่และเพื่อนมีให้กับชมรมของตัวเอง ดังนั้นในฐานะรุ่นพี่ชมรมดาราศาสตร์เราพยายามให้น้องประทับใจชมรมให้มากที่สุดอย่างที่พี่ได้ขอ และเราเชื่อว่าเราได้พยายามในค่ายตั้งไข่ไม่น้อยกว่าที่พยายามทำให้น้องชมรมวิชาการในค่ายฝึกสตาฟ

     

    - - แล้วเรามีเหตุผลอะไร ถึงยังทำงานอยู่ในชมรมดาราศาสตร์? - -

     

                    เดิมทีเราก็ไม่เข้าใจตัวเอง จะว่าเป็นเพราะพี่ชายก็คงไม่ใช่เสียทีเดียว ตอนนี้ค่อยพยายามหาคำตอบได้

     

                    ตั้งแต่ sci-camp27 กระแสวิชาการต่อต้านดาราศาสตร์ยิ่งแรงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อนหลายคนที่อยู่ทั้ง 2 ชมรมเริ่มตัดสินใจว่าจะเลือกชมรมไหนเมื่อถึงคราวจำเป็น เมื่อได้ฟังคำตอบแล้วทำให้เราหนักใจมากๆกับอนาคต คือ แทบทั้งหมดเลือกดาราศาสตร์ น้อยคนจะบอกว่าไม่แน่ใจ ไม่มีใครพูดว่า เลือกวิชาการอย่างแน่นอน เลย

                    เหตุผลส่วนใหญ่ คือ Happy กว่าเมื่ออยู่ในดาราศาสตร์

                    Happy ในที่นี้ไม่ใช่เรื่องงบ เรื่องกิน แต่เป็นความสุขทางใจ

     

                    คำตอบของเพื่อนทำให้เราต้องคิดว่าอะไรคือปัญหาของวิชาการ แล้วอนาคตจะยังคงเป็นแบบนี้อีกไหม

     

                    ฉะนั้น แม้จะเห็นด้วยที่ควรมีสตาฟวิชาการหลักๆ ที่ไม่ได้แบ่งเวลาไปทำงานกับชมรมที่มีงานเยอะทั้งปีอย่างดาราศาสตร์ แต่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดไม่ร่วมมือ ประกาศตัวอยู่ฝ่ายตรงกันข้าม เพิ่มศัตรูโดยใช่เหตุ

                   

    มุมมองของพี่ปีเก่าๆ มีเหตุผลหลายอย่างที่เลือกชนกับดาราศาสตร์ เข้าใจว่าได้มองอย่างละเอียดลึกซึ้งแล้ว แต่บางที อาจเป็นการมองจากมุมของวิชาการออกไปด้านเดียว เราซึ่งมีโอกาสสัมผัสเรื่องราวภายในดาราศาสตร์จึงรู้สึกว่ามันไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะนัก ถ้าทำจริงเรากลับเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

                    แม้ความจริงเราสามารถได้เปรียบจากปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะอำนาจและอิทธิพลที่มากกว่า (สโมฯ ชั้นปีฯ วิชาการ เป็นคนกลุ่มเดียวกัน) แต่อนาคตของชมรมไม่ควรฝากไว้กับอำนาจที่ไม่ยั่งยืน สักวันหนึ่งเมื่อเราไม่มีข้อได้เปรียบอันนั้นจะต้องลำบาก

                   

    รู้ว่าพี่ๆไม่ได้ละเลยที่จะพัฒนาฝ่ายเราเอง ด้วยการหางานให้น้องปี 1 ทำ หรือพยายามผูกใจน้องปี 1 ไว้กับชมรมด้วยวิธีการต่างๆ แต่เราเห็นแล้วว่าผลลัพธ์จากความพยายามของเรายังไม่มากพอ พูดกันตามตรงคือไม่อาจเทียบติดดาราศาสตร์ได้ นี่ไม่ใช่ความเห็นส่วนตัวของเราคนเดียว แต่เป็นความเห็นจากทุกคนที่ได้สัมผัสกิจกรรมทั้ง 2 ชมรม เพียงแต่อาจไม่กล้าพูดต่อหน้าให้พี่ๆรับฟัง

    แทนที่จะเอาเวลาไปแก้ปัญหาภายนอก เรามองว่าน่าจะแก้ปัญหาภายในของเราก่อนมากกว่า ถ้าทำชมรมวิชาการให้เข้มแข็ง จะเป็นมิตรหรือคู่แข่งกับดาราศาสตร์ล้วนไม่ใช่ผลกระทบสำคัญ ถ้าเราต่างฝ่ายต่างพัฒนาตัวเอง ผลลัพธ์ที่ได้คือ Win-Win แต่ถ้าก่อสงครามจะมีแต่คนที่แพ้กับแพ้ ต่างฝ่ายต่างเสียหาย และด้วยความพร้อมเพียงเท่านี้ เราค่อนข้างแน่ใจว่าฝ่ายที่เสียหายมากกว่าคือวิชาการเอง

    (confirm อีกครั้งด้วยความแตกต่างระหว่างค่ายตั้งไข่กับค่ายฝึกสตาฟ)

     

    สรุปแล้วสำหรับวิชาการ ถ้าไม่ใช่ต้องพูดว่า “ดาราศาสตร์เข้มแข็งมากกว่าที่เราคิด” ก็ต้องพูดว่า “ฝ่ายเราอ่อนแอมากกว่าที่เราคิด”

    ฉะนั้น เราตั้งใจที่จะรักษาความเป็นพี่น้องระหว่างสองชมรมเอาไว้

     

    ที่ยังคงทำงานในชมรมดาราศาสตร์ จึงเป็นเพราะต้องการแสดงความจริงใจต่อพี่ๆและเพื่อนๆในชมรมดาราศาสตร์ ว่าเรายังต้องการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีดังเดิมเอาไว้ รวมทั้งป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งนี้ถูกส่งต่อถึงน้องปี 1 ไม่ต้องการให้น้องปี 1 แบ่งแยกเป็นสองฝ่ายและต่อต้านกันอย่างชัดเจน การดึงน้องมาทำงานหลักในชมรมวิชาการ ไม่จำเป็นต้องให้น้องต่อต้านชมรมดาราศาสตร์ ไม่จำเป็นจริงๆ

    ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่า เราคิดว่าดาราศาสตร์เป็นชมรมที่ดีพร้อม แต่ตอนนี้ขอมองเฉพาะส่วนที่กระทบต่อวิชาการเท่านั้นก่อน

     

    การเลือกด้วยตัวเองนี้อาจผิดไปจากแนวคิดที่พี่ๆวางไว้ เป็นเรื่องที่เราต้องขออภัยและอธิบายเหตุผลให้พี่ๆเข้าใจในซักวันหนึ่ง ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะอธิบายให้ใครฟังและคาดเดาไม่ถูกว่ามันใช่ประเด็นสำคัญในความเห็นของพี่ๆหรือไม่ ยังไงก็ตาม แม้วิธีการแตกต่าง แต่มีเป้าหมายเดียวกัน หวังว่าจะมีเวลาได้เปิดใจคุยกันว่าทางไหนคือทางที่ดีที่สุด

    เพราะตอนนี้ ไม่ว่าแนวทางไหนล้วนดำเนินไปได้อย่างไม่เต็มที่ เมื่อภายในชมรมมี 2 ความคิดที่แตกต่าง สำหรับการที่เราอยู่ในชมรมดาราศาสตร์ วิชาการบางส่วนอาจมองไม่ดี ส่วนดาราศาสตร์ก็คงสับสนและอดระแวงไม่ได้ (แต่พี่ๆยังคงอบอุ่นและดีกับเราเหมือนเดิม เรื่องนี้ซาบซึ้งจริงๆ) สถานการณ์ตอนนี้ไม่ว่าคนนอกอย่างชมรมดาราศาสตร์ หรือคนในชมรมวิชาการเองก็ต้องสับสน เพราะจุดยืนของคนในชมรมแต่ละคนแตกต่างกัน วิชาการเราไม่เคยหารือข้อสรุปเรื่องนี้ พี่ๆอาจมองว่ามันไม่สำคัญขนาดนั้น แต่เรากลับเห็นว่าความไม่ชัดเจนเรื่องนี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาชมรมอย่างมาก แล้วจะทำยังไงให้คนอื่นเห็นภาพที่เราได้เห็น? ในเมื่อวิชาการส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นภายในชมรมดาราศาสตร์ และไม่สามารถมองตัวเองจากมุมมองของเด็ก (ปี 2 และ ปี 1) ที่อยู่ทั้ง 2 ชมรมได้ ส่วนคนที่มีโอกาสมองก็ตัดสินใจเลือกดาราศาสตร์ไปแล้ว

     

    - - ถ้าไม่ต่อสู้แข่งขันกับดาราศาสตร์ จะแก้ปัญหาขาด Staff ของชมรมวิชาการได้ยังไง? - -

     

                    เรากับเพื่อนหลายๆคนก็คิดเหมือนกัน ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่งานของ 2 ชมรมชนกันแล้วเกิดการขาดแคลน Staff ปัญหาอยู่ที่เราไม่สามารถผูกใจคนไว้ให้ทำงานในชมรมวิชาการได้ต่างหาก ซึ่งเข้าใจว่าเราเองกำลังพยายามแก้ปัญหาด้วยการหากิจกรรมมาให้น้องปี 1 ทำ เป็นทางออกอย่างหนึ่ง

                    แต่จุดที่สำคัญกว่านั้น ที่พี่ไม่ได้นึกถึง(ส่วนน้องแม้มองเห็นเต็มๆก็ไม่สามารถพูดได้) คือ บรรยากาศการทำงาน นี่กลับเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ทุกคนเลือกชมรมอื่น

     

                    มีเพื่อนบอกว่า “ถึงเราจะสร้างกิจกรรมให้ดีแค่ไหน แต่ถ้าบรรยากาศการทำงานยังเป็นอย่างนี้ คนก็ไม่อยากอยู่”

     

                    อะไรคือบรรยากาศการทำงานที่น้องต้องการ และที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มันไม่ดีตรงไหน? นี่เป็นสิ่งที่ยากที่สุดที่จะพูดอย่างเปิดเผย

                    ไม่งั้นคงไม่ต้องมานั่งเขียนลง space

     

                    ถ้าถามเอมคนเดียวว่ารับไหวไหม ก็ต้องตอบว่าถึงบางครั้งแทบรับไม่ได้ก็ยังจะทนต่อไปให้ไหว เพราะเรารักชมรมนี้มากจนไม่สามารถเดินจากไปได้เหมือนคนอื่น ถึงจะผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า เครียดแล้วเครียดอีก ก็จะทนจนกว่าจะตายไปก่อน

                    หลังประชุมสรุปค่ายตั้งไข่ ชมรมดาราศาสตร์ พี่จาถึงขั้นน้ำตาคลอต่อหน้าน้องๆ ทำให้เราย้อนกลับมาดูตัวเอง พี่จาบอกว่า ทำยังไงก็ได้ให้น้องรู้สึกอบอุ่น ให้ชมรมอบอุ่นเหมือนเดิม เรื่องแบบนี้บางคนมองว่าไม่รู้จะเศร้าทำไม เครียดทำไม หรือหลายคนอาจไม่เข้าใจความหมาย เรื่องแบบนี้มีแต่คนที่เคยรักงานไหนมากๆๆๆเท่านั้นถึงจะเข้าใจ ว่าทำไมต้องร้องไห้ ทำไมต้องจริงจัง ทำไมไม่ช่างมัน

                    เราเข้าใจพี่จาเพราะเรารักวิชาการมากๆๆๆๆเหมือนที่พี่จารักดาราศาสตร์ รักมาก รักจนไม่รู้จะพูดยังไง รักจนไม่รู้จะสรรหาคำบรรยายที่ไหนมาพูดให้มันยิ่งใหญ่ตรงกับใจเราได้ รักยิ่งกว่ารัก รักยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดถ้าไม่นับชีวิต ครอบครัว และการเรียน รักถึงขนาดที่ไม่ว่าจะร้องไห้กับมันบ่อยแค่ไหน หรือมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าแค่ไหนก็ยังเลือกที่จะอยู่ที่เดิมไม่ไปที่อื่น คนที่ไม่เข้าใจก็มองมันว่าไร้สาระ จริงๆเราก็ไม่ต้องการให้ใครมาเข้าใจแค่เปิดใจกว้างยอมรับว่ายังมีคนที่สามารถรักงานได้เท่านี้อยู่ก็พอ

                   

                    ฉะนั้น ด้วยบรรยากาศการทำงานที่เป็นอยู่ตอนนี้ เลยดูเหมือนมีแต่เราคนเดียวที่รับไหว แต่คนอื่นไม่ไหวแล้ว เราไม่ต้องการเรียกร้องให้ใครมารักงานนี้เท่ากับที่เรารัก เพราะความรักที่คนอื่นมีมันก็มากพอแล้ว (ส่วนความรักของเรามันบ้าเกินไป) แต่ถ้าขนาดคนที่รักงานนี้เหมือนกันยังไม่อยากอยู่ต่อ แล้วเราจะรั้งใครไว้ได้อีก?

     

                    เราไม่ได้มองข้ามเพื่อนที่ไม่ได้อยู่ชมรมดาราศาสตร์และยังทำงานวิชาการต่อไป แต่หากพูดกันตามจริง เพื่อนก็มีงานเมเจอร์ และงานอื่นๆที่อยากทุ่มเทให้มันเหมือนกัน ฉะนั้น สุดท้ายท้ายสุดจึงเหลือคนทุ่มเทให้วิชาการอยู่ไม่กี่คน ในขณะที่เราพยายามจะปรับปรุงชมรมครั้งใหญ่ในปีนี้และปีถัดไป ด้วยกำลังคนเพียงเท่านี้ยังไม่สามารถทำอะไรได้ ดังนั้นเรามองว่า ไม่ว่าปัญหาไหนในชมรมขณะนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่ควรหาทางแก้ไข ถ้าต้องการให้ชมรมคงอยู่อย่างภาคภูมิต่อไป

     

    - - บรรยากาศการทำงานในวิชาการมันไม่ดียังไง?

     

                จุดสำคัญอยู่ที่ ไม่สามารถคุยอย่างเปิดใจได้ในที่ประชุม

                แตกต่างจากดาราศาสตร์ที่ส่วนใหญ่แล้วใครคิดยังไงก็สามารถพูดได้อย่างนั้น ช่องว่างระหว่างพี่กับน้องมีน้อย ระหว่างเพื่อนเองถึงไม่ได้สนิทกันถึงขั้นสนิทใจ แต่ก็ไม่เกิดการปิดกั้น บล็อก หรืออื่นๆ เรียกว่าถึงไม่รักใคร่กลมเกลียว แต่ก็ไม่ได้มีบรรยากาศของความหวาดระแวง ไม่เชื่อใจ หรือมีใครข่มใคร โดยรวมแล้วจึงทำงานได้อย่างสบายใจมากกว่า

                    ภายในวิชาการ สิ่งที่คิดไม่กล้านำเสนอ  ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง เพื่อนฝูงมีน้อย (เมื่อมองโดยรวม ไม่ใช่มองรายบุคคล) มีชนชั้นนำ และชนชั้นตาม อำนาจค่อนไปทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทำให้ทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่ฝ่ายนั้นคิดเกือบทั้งหมด แม้ไม่ออกคำสั่งก็เหมือนถูกออกคำสั่ง เกิดระยะห่างมากระหว่างพี่น้อง เมเจอร์ หรือโครงการ แทบทุกครั้งที่ประชุม นำมาซึ่งความอึดอัด ไม่สามารถเปิดใจคุย พูดได้อย่างเต็มที่ เหมือนที่บอลเคยพูดว่า “ที่จังหวัด ใครมีอะไรในใจ ไม่ชอบใจอะไร คุยได้ทุกอย่างตรงๆ แต่ที่นี่ไม่ใช่” เมื่อไม่สามารถเสนอความเห็น อีกทั้งไม่มีความสุขเวลาทำงาน ก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม

     

                    นี่ย่อมไม่อาจพูดได้ว่า น้องคิดมากเอง ทำตัวเอง เพราะถ้าปัญหาอยู่ในกลุ่มน้องเหล่านี้ เขาก็สามารถแก้ได้ด้วยการย้ายไปอยู่ในที่ที่เหมาะกับเขา แล้วเราจะยอมให้มันเป็นอย่างงั้น?? ยอมเสีย Staff ไปเพราะเราขี้เกียจปรับปรุงตัวเองเหรอ?

                   

                    การทำงานในทุกองค์กรต้องมีปัญหาความอึดอัดจากความสัมพันธ์ระหว่างคนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ความอึดอัดที่ถึงขั้นทำให้คนที่รักงานหลายคนหนีหายย้ายที่ไปย่อมไม่ใช่ความอึดอัดธรรมดา เป็นความอึดอัดที่มากพอจะล่มชมรมได้เลยทีเดียว ถ้าเรายังคิดพัฒนาชมรมต่อไปตามที่เคยคาดหวังวางแผนไว้ ต้องแก้ปัญหานี้ให้ได้ก่อน ทุกอย่างถึงจะดำเนินไปได้ดี

     

                    การแก้ปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือ เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ร่วมมือก็ทำไม่ได้ ความสำคัญยังอยู่ที่การมีใจกว้างยอมรับฟังความผิดพลาดของตัวเอง เปิดใจคุยทุกอย่างต่อกันภายในชมรม โดยทุกฝ่ายพร้อมที่จะให้คำวิจารณ์อย่างมีเหตุผล และรับฟังคำวิจารณ์อย่างเต็มใจ แต่บรรยากาศแบบนี้เป็น Ideal เหลือเกินในตอนนี้ ไม่รู้ว่าจะทำได้จริงเมื่อไหร่หรือจะทำได้จริงมั้ย

                    การไกล่เกลี่ยปัญหาบางอย่าง ฝ่ายหนึ่งจะเรียกร้องให้มันเกิดขึ้นอยู่ฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ ถ้าอีกฝ่ายไม่เต็มใจที่จะเดินเข้ามาไกล่เกลี่ยด้วยจะมีประโยชน์อะไร และการแก้ปัญหาบางครั้งก็เริ่มต้นด้วยคนบางกลุ่มไม่ได้ แต่ต้องให้คนอีกกลุ่มหนึ่งริเริ่มขึ้น นี่เป็นเงื่อนไขของลำดับอาวุโสและความเกรงอกเกรงใจ รวมทั้งการแสดงออกถึงความจริงใจและเต็มใจที่จะแก้ปัญหา เรื่องราวที่ละเอียดอ่อนแบบนี้ ไม่รู้จะมีทางคลี่คลายได้ไหม

                   

                    เราเองถ้าไม่ใช่เพราะได้ฟังจากเพื่อนหลายคนว่าอยากไป จนรู้สึกโดดเดี่ยวขึ้นทุกทีๆ คงไม่ทันคิดว่ามันต้องรีบแก้ปัญหามากขนาดนี้ เราอยากเคลียร์ปัญหานี้ให้เพื่อนใจจะขาด ยิ่งนานวันยิ่งแก้ยาก นานวันยิ่งยุ่งเหยิงและสร้างความขุ่นข้องหมองใจมากขึ้น แต่เรานึกไม่ออกว่าจะเริ่มต้นยังไง ไม่รู้จะคุยกับใคร ปรึกษาใคร เพราะความหวาดระแวงนี่เหตุหนึ่ง เป็นไปได้ไหมที่จะกำจัดมันทิ้งไป หรือลดทอนมันลงสักหลายส่วน เพื่อนหลายคนจะได้กลับมา...

     

    June 20

    For you I will

    เพลงนี้ ให้พี่ชาย และน้องสาว
     
       เป็นเพลงที่ความหมายดีมากๆในความรู้สึกของพี่สาว/น้องสาว จึงอยากมอบให้พี่ชายและน้องสาวทั้ง 2 คน
    ถึงแม้ความหมายมันจะเป็นอุดมคติมากๆ แต่ก็อยากบอกว่าในอุดมคติของพี่สาว/น้องสาวก็อยากเป็นให้ได้อย่างนั้น
    แม้ว่าความเป็นจริงมันอาจเทียบไม่ได้เลยก็ตาม
     
       แต่ไม่ว่าเวลาพีชายหรือน้องสาวรู้สึกแย่ ไม่สบายใจเมื่อไหร่ ขอให้ฟังเพลงนี้ แล้วคิดว่าพี่สาว/น้องสาวเป็นคนร้องให้ฟังนะคะ
     

                 "FOR YOU I WILL"

     

    When you're feeling lost in the night
    When you feel your world just ain't right
    Call on me, I will be waiting
    Count on me, I will be there
    Anytime the times get too tough
    Anytime your best ain't enough
    I'll be the one to make it better
    I'll be there to protect you, see you through
    I'll be there, and there is nothing, I won't do

    I will cross the ocean for you
    I will go and bring you the moon
    I will be your hero, your strength
    Anything you need
    I will be the sun in your sky
    I will light your way for all time
    Promise you, for you I will

    I will shield your heart from the rain
    I won't let no harm come your way
    Oh these arms will be your shelter
    No these arms won't let you down
    If there is a mountain to move
    I will move that mountain for you
    I'm here for you, I'm here forever
    I will be your fortress, tall and strong
    I'll keep you safe, I'll stand beside you, right or wrong

    For you I will, lay my life on the line
    For you I will fight, mmm, for you I will die
    With every breath, with all my soul
    I'll give my word, I'll give it all
    Put your faith in me
    And I'll do anything.

     

    June 13

    คิดถึงพ่อ

     

    วันนี้ไปร้องคาราโอเกะกับสายรหัสและเพื่อนๆ ถือว่าได้พักเยอะที่สุดตั้งแต่ก่อนเปิดเทอมเลยทีเดียว

    พ่อโทรมาตอนที่ยังอยู่ในร้าน รู้สึกขัดจังหวะนิดหน่อย แต่ก็อดทนฟังอย่างยาวนาน ไม่ขัด (แต่ไม่รู้ว่าตอบสนองกลับดีพอรึเปล่า)

    ไม่รู้ว่าพ่อตั้งใจโทรมาเรื่องอะไรกันแน่ แต่น้ำเสียงของพ่อ เศร้า เครียด และเหนื่อย มันก็เหมือนหลายๆครั้งที่พ่อโทรมาหรือเราโทรไป

    เรารู้ว่าที่บ้านมีงานหนัก พ่อแทบจะไม่ได้พัก การดูแลคน ดูแลร้าน มันมีปัญหามากมายแต่ละวัน

    ความเหนื่อยที่พ่อพูดให้เราฟัง คงเป็นแค่เศษเสี้ยวหนึ่ง เทียบไม่ได้กับความเหนื่อยและความเครียดที่มีอยู่จริง

    พ่อไม่ชอบพูดเรื่องตัวเอง พูดแต่เรื่องของเรา เตือนแล้วเตือนอีกเรื่องความปลอดภัย เรื่องงาน เรื่องเรียน เป็นห่วงสุขภาพกาย สุขภาพจิต คิดแทนลูกทุกอย่าง

    ลูกอย่างเรา คิดแทนพ่อไม่ได้ซักอย่าง ช่วยไม่ได้ซักเรื่อง

     

    การแก้ปัญหาที่บ้าน เราอาจช่วยไม่ได้ แต่หากแค่เป็นกำลังใจให้ ก็ถือว่าช่วยได้มาก

    กำลังใจที่ดี... คือกลับบ้านบ่อยๆ โทรหาพ่ออาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง

    เราไม่แค่เป็นกำลังใจที่ดีไม่ได้ ยังเป็นภาระ ให้พ่อคอยห่วงโน่นห่วงนี่อยู่เสมอ

     

    เคยถามตัวเองว่าทำไม? ในเมื่อสามารถทำเพื่อคนอื่นได้ตั้งมากมาย กลับทำอะไรให้พ่อ ให้พี่ชายไม่ได้เลย

    ขณะที่เรามีปัญหา ไม่ว่าโทรหาพ่อ พี่ชายคนไหนก็ตาม ทุกคนล้วนแก้ปัญหาให้เราได้ เป็นที่พึ่งให้เราเสมอ

    แต่ทำไม... เวลาเค้ามีปัญหา เราถึงไม่สามารถช่วยเค้าได้ ช่วยไม่ได้ซักอย่าง ทำให้ดีขึ้นก็ไม่ได้

    นอกจากนี้ ไม่ว่าเค้ามีปัญหาเยอะแค่ไหน กลับไม่แม้แต่จะระบายความทุกข์ให้ฟัง เค้าเป็นฝ่ายปกป้องเราจากปัญหาตลอดมา เรากลับเป็นฝ่ายนำไปหาไปให้เค้าเสมอๆ

     

    เคยมองดูคนอื่น ว่าเค้าเป็นอย่างเรารึเปล่า ...เป็นลูกที่ไม่ดีอย่างเรารึเปล่า?...

    อาจบางที หลายคนโชคดีกว่าเรา ปัญหาแบบที่บ้านเรามี บ้านเค้าไม่มี

    อาจบางที บ้านเค้ามีทั้งพ่อและแม่ คอยดูแลกันได้ แต่บ้านเราไม่มีคนดูแลพ่อ แม้แต่ลูก 3 คนก็ไม่มีใครอยู่กับพ่อ

    อาจบางที โดยครอบครัวทั่วไปแล้ว พ่อแม่มีหน้าที่ให้ ลูกมีหน้าที่รับ โอกาสที่ลูกจะได้ให้บ้าง คือเมื่อลูกมีลูกของตัวเอง

     

    แต่เราไม่ชอบแบบนี้ เราอยากดูแลพ่อก่อน... ตอบแทนพ่อก่อน... ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

    ถึงจะบอกว่าอยาก... แต่ทำไมทุกวันนี้ เรากลับเลือกงาน งาน และงาน

    เราเลือกอนาคต เลือกอุดมการณ์ เลือกที่จะวิ่งตามความฝัน ...แต่ทิ้งห่างบ้านตัวเอง

     

    ทางเลือกที่ถูกต้องเป็นยังไง? ทางเลือกที่ดีที่สุดอยู่ตรงไหน?

     

    ...ถึงตอนนี้ยังหาคำตอบไม่เจอ...

     

    June 06

    เหนื่อยกาย หรือใจ?

     

    วันนี้มีแต่เรื่องหนักๆ เครียดๆ ไม่รู้ว่าเป็นที่โชคชะตาหรือความบกพร่องของตัวเอง จึงเกิดเรื่องยุ่งๆแบบนี้ขึ้น

    เกิดอาการเคว้ง...ทำอะไรไม่ถูก ต้องนั่งลงข้างๆลาน SCB สงบจิตใจเป็นชั่วโมง หวังให้อาการปวดหัวดีขึ้น

     

    บางทีก็คิดอยากระบายออกมาว่าวันนี้เจออะไรบ้าง แต่ความที่เหนื่อยอยู่แล้ว การทบทวนความจำ เรียบเรียงมันกลับจะเพิ่มความเหน็ดเหนื่อยเข้าไปอีก

    รู้สึกแย่ที่ตัวเองไม่มีสมาธิ แย่ต่อเหตุการณ์ที่คนอื่นทำ ไม่มั่นใจในการตัดสินใจของตัวเองเลยในวันนี้

    ทั้งยังรู้สึกผิดที่ไม่มีเวลาดูแลคนที่อยากดูแลได้เท่าที่ควร เมื่อต้องแบ่งเวลายังเลือกงานมาเป็นอันดับแรก

     

    ปัญหาบางปัญหาข่มใจให้ปล่อยวางได้ บางอย่างต้องแกล้งทำเหมือนปล่อยวางแล้ว

    เวลางานมาถึง กลับต้องสลัดความเครียดทั้งหมดทิ้งไป ทำงานเต็มที่ ยิ้มให้คนรอบข้าง

    เห็นน้องอยากทำกิจกรรม อยากมาค่าย ก็แอบมีความสุขในใจ

     

    เมื่อมีเวลาได้อยู่กับตัวเองอีก ความเครียดที่สลัดออกไปชั่วคราวก็หวนกลับมาอีก ได้แต่นั่งทำใจ

     

    บางทีอาจเป็นเพราะเราไม่ได้พักกาย จึงส่งผลกระทบต่อจิตใจ เกิดปัญหาตามมาเป็นโดมิโน

     

    ยามนึกอะไรไม่ออก ก็พักกาย พักใจเถิด...เด็กน้อยเอย

     

    June 02

    ความเข้าใจผิด

     

    ช่วงนี้ ถ้ามีใครล้อว่ากำลัง In Love คงปฏิเสธไม่ได้

    เพราะกำลังมีความรักจริงๆ เป็นความรักที่ก่อตัวขึ้นต่อคนตั้ง 2 คนพร้อมๆกันแน่ะ

    อย่างนี้มันหลายใจนี่นา!!

    อยากถามสหาย ความรักแบบพี่น้องที่มอบให้คนมากกว่าหนึ่ง เรียกว่าหลายใจหรือ?

     

    คนส่วนใหญ่อาจไม่เป็นแบบที่เราเป็น คือเราเชื่อมาตลอดว่ามนุษย์ทุกคนบนโลกสามารถรักกันแบบพี่น้องและเพื่อนสนิทได้ ทั้งนี่ยังจะเป็นความรักที่ยืนยาวที่สุด และบริสุทธิ์ที่สุดด้วย ...เพียงแต่ไม่เคยเจอกับตัวมาก่อนจนกระทั่งวันนี้

     

    อาจบางที ความรักแบบผู้ชาย-ผู้หญิงมันเกิดขึ้นในใจมากกว่า และเกิดขึ้นบ่อย จนคนหลายคนบนโลกไม่สามารถแยกความแตกต่างได้ว่าแบบไหนคือรักของคู่รัก แบบไหนคือรักของพี่กับน้อง

     

    แต่เราทราบความแตกต่างแก่ใจเราดี

     

    เมื่อก่อนก็ชอบมีเพื่อนบอกว่า เรากับพี่ชายแท้ๆเวลาอยู่ด้วยกันจะหวานแหววเหมือนคนเป็นแฟนกันปานนั้น

    มีบางคนที่ไม่รู้จักพี่ชายเราก็เคยเข้าใจผิด แต่เราก็ยังคงสนิทสนมกับพี่ชายต่อหน้าคนมากมาย ไม่แคร์ว่าใครจะเข้าใจผิดเพิ่มขึ้น

     

    คราวนี้มีพี่ชายเพิ่มอีกหนึ่งที่เหมือนพี่ชายแท้ๆ ฉะนั้นความสนิทสนมที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้ต่างจากที่เราเคยทำกับพี่ชายแท้ๆเวลาที่ได้อยู่ใกล้กัน

     

    และเพราะเราบริสุทธิ์ใจ จึงไม่แคร์เช่นกันว่าใครจะเข้าใจผิดไปอย่างไร ยังคงสนิทใกล้ชิด ไม่สนใจสายตาใครที่ไหน

     

    ทั้งที่มีกัน 3 พี่น้อง เวลาอยู่กับน้องสาวกัน 2 คนนี่ไม่เป็นไร

    แต่เวลาอยู่กับพี่ชายนี่สิ ไม่ว่าจะอยู่สอง หรืออยู่สามคนกับน้องเล็ก ก็ดูจะเป็นที่สะดุดตาสะกิดใจไปซะหมด

     

    บางครั้งเวลามีคนล้อมาเพราะเข้าใจผิด ก็อดหัวเราะฮาฮาไม่ได้ เรามันโรคจิตอย่างนี้นี่เอง

    เมื่อก่อนก็เป็นแบบนี้ วันนี้ก็ไม่ได้ต่างจากเมื่อก่อน

     

    ทุกวันนี้คนเข้าใจเรากับพี่ชายผิดยิ่งนานยิ่งมากขึ้น ทำให้เราอดขำไม่ได้ ต้องหัวเราะออกมากับพี่ชายทุกครั้ง

     

    พี่ชายว่าแบบนี้ไม่ดี น้องเป็นผู้หญิงจะเสียหาย เดี๋ยวไม่มีใครกล้ามาจีบ

    น้องสาวกลับว่าเป็นเรื่องดี คนที่ไม่เข้าใจความรักระหว่างพี่น้อง ก็ไม่สมควรเข้ามาจีบน้องแต่แรกแล้ว

     

    น้องสาวไม่ได้ปิดใจไม่ยอมรับใคร แค่สร้างเยื่อเลือกผ่าน ก่อนจะรับใครเข้ามาก็ต้องมีคัดกรองบ้าง

    ฉะนั้นข่าวลือระหว่างพี่ชายกับน้องสาว ไม่ได้กระทบน้องสาวเลย

     

    แต่มันกระทบเพื่อนพี่ชาย แล้วกระทบมาถึงพี่ชาย นี่น้องสาวลำบากใจ เป็นห่วงพี่ชายขึ้นมา

    ต้องเปลี่ยนใจมาภาวนาให้ทุกคนรีบมองเห็นความจริงเสียที

    เห็นว่าระหว่างเราคืออะไร มันไม่ใช่อย่างที่ใครๆคิด

    เห็นว่าเราไม่ได้มีกันแค่สองคน แต่เรามีกันสามคน

     

    ถ้าเวลานั้นสามารถมาถึงจริง คงเป็นความสำเร็จอีกขั้นหนึ่งของเรา

    ที่เข้มแข็งและเชื่อมั่นในสิ่งที่เราทำ จนพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็น

     

    แต่ถ้าทุกคนไม่สามารถเข้าใจเราทั้งสาม ก็คิดเสียว่ามันเป็นโชคร้าย

    คงได้แต่ทำใจต่อมุมมองคนภายนอก มั่นใจต่อเจตนาบริสุทธิ์ของตัวเอง

     

    ไม่ว่าพี่ชายหรือน้องเล็ก ถ้ามีเรื่องไหนเป็นปัญหา บอกกันให้รู้นะคะ

    ถึงช่วยแก้ปัญหาแทนไม่ได้ แต่ช่วยรับฟัง เป็นที่ระบายความไม่สบายใจได้ ^_^

     

    May 30

    น้องสาวคนเล็ก

     

    ตั้งแต่ลืมตาดูโลก ก็ได้เป็นน้องเล็กสุดของบ้านมาโดยตลอด

    เคยรู้จักแต่คำว่า น้องสาวที่ดี เรียนรู้ที่จะรับอย่างเหมาะสม รับอย่างพอดี

    เพราะเป็นน้องเล็กสุด ที่ทุกคนต้องดูแลเอาใจใส่ ต้องแนะนำสอนสั่ง และต้องได้สิ่งที่ดีที่สุดก่อนคนอื่น

    แม้ไม่ใช่คนเอาแต่ใจ และพยายามเรียนรู้ที่จะให้ แต่ก็ทำอย่างไม่เต็มที่ เพราะความเป็นน้องเล็กสุด

    เพราะรู้ตัวว่าได้รับมาอย่างมากมาย จึงใฝ่ฝันไว้ว่า จะต้องให้ได้มากเหมือนกัน ในเมื่อให้คนในบ้านได้ไม่เต็มที่ ก็ต้องให้แก่คนอื่น

     

    วันนี้ ถือว่าได้เริ่มต้นทำฝันให้เป็นจริงแล้ว

     

    เพราะมีน้องสาวคนเล็กเข้ามา น้องสาว... ที่ทำให้น้องเล็กสุดได้กลายเป็นพี่สาว

    น้องสาว... ที่ทำให้น้องเล็กสุดได้กลายเป็นผู้ให้บ้าง

    น้องสาว... ที่ไม่ว่าพี่สาวจะมอบอะไรให้ไปมากเท่าไหร่ กลับรู้สึกว่าได้รับกลับคืนมามากยิ่งกว่า

    น้องสาว... ที่ทำให้พี่สาวภูมิใจเสมอ

    น้องสาว... ที่ดีที่สุดของพี่สาวคนนี้

     

    ไม่ต้องกังวลนะว่า พี่สาวจะคาดหวังให้น้องของพี่เป็นคนดีหรือเป็นคนเก่งสักแค่ไหน

    เพราะสิ่งเดียวที่พี่สาวคาดหวัง คือให้น้องสาว ยังคงเป็นน้องสาวตลอดไป

    เป็นอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ หรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่น้องสาวอยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง

     

    ไม่ว่าอนาคตอันใกล้ น้องสาวจะอยากอยู่ใกล้พี่สาวกับพี่ชายต่อไป หรืออยากไปในที่ๆห่างไกลกว่า

    ไม่สำคัญหรอกนะ ไม่สำคัญจริงๆ เมื่อเทียบกับความฝันของน้องสาว

    นึกถึงเพลง ที่ว่างเข้าไว้ เมื่อเวลานั้นมาถึงจริงๆ พี่สาวขอมอบเพลงนี้ให้น้องสาวเลย

    เพราะระยะทาง ไม่ได้ทำให้ความรักระหว่างเราทั้งสามลดน้อยลง

    ไม่ว่าน้องสาวเลือกทางไหน พี่สาวกับพี่ชายอยู่ข้างน้องสาวเสมอ...

     

    ...ต่อไป ไม่ต้องร้องไห้คนเดียวอีกนะ พี่สาวอยู่ตรงนี้แล้ว... ^^

     

    May 28

    พี่ชายคนที่ 3

     

    ตั้งแต่ลืมตาดูโลก บุคคลที่มีอิทธิพลต่อชีวิตเราที่สุด ถ้าไม่นับพ่อกับแม่ ก็คือพี่ชายทั้งสองคนนี่แหละ

    พี่ชาย ที่สอนให้น้องสาวรู้จักคำว่าเสียสละ คำว่าคุณธรรม คำว่าฉลาด และคำอื่นๆอีกหลายคำ

    พี่ชาย ที่ทำให้น้องสาวรู้ว่าความรักระหว่างพี่น้องมันสำคัญมากแค่ไหน สำคัญ...มากกว่าชีวิตตัวเอง

    พี่ชาย ที่ทำให้น้องสาวมีความรักที่อบอุ่นอยู่เสมอ โดยไม่ต้องไปแสวงหาความรักที่ไหนอีก

    พี่ชาย ที่ทำให้น้องสาวรู้จักคุณค่าของคำว่า พี่ชาย และไม่เคยใช้มันอย่างพร่ำเพรื่อกับคนอื่น

     

    นอกจากพี่ชายทั้งสอง วันนี้น้องสาวมีพี่ชายเพิ่มขึ้นอีก 1 คน

     

    พี่ชายคนที่ 3...

    พี่ชายที่แสนดี พี่ชายที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดใดๆ แต่กลับผูกพันทางใจอย่างมากมายเกินบรรยาย

    พี่ชายที่คอยดูแลน้องสาวตลอดเวลา โดยไม่แคร์สายตาคนอื่นที่เข้าใจผิด

    พี่ชายที่ทำให้น้องสาวรู้สึกเศร้าทุกครั้ง เมื่อนึกถึงสิ่งที่พี่ชายเสียสละไปเพื่อให้ได้ดูแลน้องสาว

    พี่ชายที่น้องสาวห่วงใยและไม่เคยแคร์ใครมากมายเท่านี้มาก่อน (นอกจากน้องสาวคนเล็กอีกคน)

     

    พี่ชาย ที่อาจทำให้เพื่อนในโครงการฯเกือบทั้งหมดงงงัน ไม่เชื่อสายตาตัวเอง ว่าในโลกนี้ยังมีความสัมพันธ์แบบนี้เกิดขึ้นได้จริงหรือ

    ไม่ว่าเค้าจะเชื่อหรือไม่ แต่น้องสาวเชื่อในเราทั้งสามคน

     

    ตั้งแต่เข้ามาเรียนในมหาลัย ไม่เคยมีวันไหนรู้สึกอบอุ่นเท่าวันนี้ เหมือนมีญาติสนิทอยู่ใกล้ๆ อีกครั้ง

     

    น้องสาวเคยบอกแล้วใช่ไหมว่า น้องสาวไม่เคยมีปัญหาเรื่องความรัก เพราะน้องสาวไม่เคยขาดความรัก ความรักจากพี่ชายทั้งสอง มันเต็มเปี่ยมในใจน้องสาวอยู่เสมอ

    และน้องสาวไม่กลัวที่จะผิดหวังจากความรัก (แม้จะยังไม่เคยก็ตาม) เพราะถึงผิดหวัง ก็มีความรักจากพี่ชายคอยรองรับอยู่ จึงไม่ต้องกลัวว่าจะเจ็บมาก

     

    วันนี้ น้องสาวอยากบอกพี่ชายว่า ขอให้พี่ชายกล้าที่จะรัก เหมือนที่เคยเถอะค่ะ

    เพราะความรักของน้องสาว จะคอยรองรับพี่ชายอยู่ตลอดเวลา

    พี่ชายไม่ต้องกลัวว่าจะผิดหวัง ถึงผิดหวังก็จะไม่เจ็บมากอีก เพราะมีน้องสาวอยู่

    และแม้จะยังไม่เจอความรักใหม่ แต่พี่ชายอย่าได้รู้สึกว่าขาดความรักอีกต่อไป

    เพราะพี่ชายมีความรักจากน้องสาวแล้วยังไงล่ะ ถ้ามันไม่พอ ขอเพียงพี่ชายบอก น้องสาวจะเติมความรักให้จนกว่ามันจะเต็มในใจของพี่ชาย

     

    ...วันนี้ พี่ชายไม่ได้โดดเดี่ยวแล้วนะคะ น้องสาวอยู่ข้างๆพี่ชายตรงนี้ไง... ^-^

     

    May 11

    การเดินทางของเอลาเรส: ตอนที่ 1 ความหลากหลายของ...รัก...

    *ตำนานนี้ไม่อาจบอกที่มาที่ไป ทั้งไม่อาจยืนยันว่าสิ่งไหนจริงสิ่งไหนเท็จ

     

    นานมาแล้ว มีนักเดินทางนามว่า เอลาเรส เป็นผู้นิยมท่องเที่ยวไปในทุกหนทุกแห่ง จึงพบเห็นเรื่องราวต่างๆมากมายๆทั่วทั้งจักรวาล ทำให้เธอเป็นผู้มีความรู้มากมายหลายแขนง ครานี้ เอลาเรสได้จดบันทึกเรื่องราวความรักของเด็กสาวทั่วโลกไว้

     

    อาริกะ เป็นเด็กสาวอายุน้อย ได้สนิทสนมกับรุ่นพี่ผู้อาวุโสกว่า 5 ปี เป็นเวลาช่วงหนึ่ง

    เขาชื่นชมในความเป็นผู้ใหญ่เกินวัย และความมีเหตุผลอันละเอียดอ่อนของเธอ จนเกิดเป็นความรัก

    หลังจากที่คุ้นเคยกัน 1-2 ปี เขาแสดงความรู้สึกที่มีต่อเธอชัดเจนมากขึ้นผ่านทางจดหมาย ทั้งยังเข้าใจว่าเธอก็รู้สึกเช่นเดียวกับเขา

    อาริกะตอบจดหมายยาวขนาดหนึ่ง ปฏิเสธว่าเธอเพียงเคารพเขาเป็นรุ่นพี่คนหนึ่ง และอยากให้เขามองเธอเป็นรุ่นน้องคนหนึ่งเช่นกัน

    เขาตอบกลับมาแฝงความผิดหวังว่า เธอรู้สึกเช่นนั้นไม่เป็นไร แต่เขาคงไม่อาจเปลี่ยนใจได้

    เธอไม่อยากให้เขาคาดหวังกับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ทั้งอึดอัดที่จะคุยกับคนที่รู้สึกต่อเธอเช่นนี้ จึงตอบกลับไปว่า หากเขาไม่สามารถเปลี่ยนความรู้สึกนี้ได้ ก็อย่าได้เขียนจดหมายมาให้เปลืองกระดาษและปากกาอีกเลย เพราะเธอจะไม่อ่าน

    ผ่านไปอีก 1 ปี เขายังส่งจดหมายมาอวยพรวันเกิดเธอ

    ...แต่หลังจากนั้น ไม่เคยมีจดหมายมาอีก...

     

                 ไอยาริน เป็นเด็กสาวที่แก่กว่า อาริกะ เล็กน้อย เธอได้รู้จักชายผู้ซึ่งชอบเธออย่างง่ายดายคนหนึ่ง

                                    บางที ตอนนั้นเขาเพียงชอบเธอเล่นๆ ภายหลังจริงจังหรือไม่ ไม่ทราบได้

                            เขาและเธอเคยคุยกันอยู่บ่อยครั้งทางอินเทอร์เน็ต

                            เขาถามเธอตรงๆว่า จะขอจีบได้ไหม

    เธอตอบจดหมายยาวเหยียด จำไม่ได้ว่ากี่หน้ากระดาษ A4 อธิบายเหตุผลที่เขาไม่มีทางจีบเธอสำเร็จ

    ข้อความในจดหมายตรงไปตรงมา ชัดเจนแจ่มแจ้ง แม้เธออ่านเองยังรู้สึกสะเทือนใจอยู่บ้าง

    แต่เธอเกลียดที่จะให้ปัญหาความรักมาพัวพันที่สุด จึงยอมตัดไฟแต่แรก ปล่อยให้ถ้อยคำรุนแรงหลุดไป เนื้อความแฝงอารมณ์เคร่งเครียด

    เขาตอบเธอกลับมาว่า แท้จริงเขาเปลี่ยนจากความรักแบบวัยรุ่น มาเป็นความประทับใจและความนับถือต่อเธอแล้ว จดหมายอันก่อนเพียงแค่ล้อเล่นเท่านั้น

    เธอตอบจดหมายเขาด้วยดี ทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งสองยังคงคุยกันด้วยดีเช่นเดิม

    แต่ไอยารินกลับรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง คำพูดหยอกล้ออย่างคนคุ้นเคยกลับไม่มีให้เห็นอีก เขาเปลี่ยนไปหลังจากจดหมายฉบันนั้น

    ไอยารินรู้สึกเสียใจเล็กๆ เพราะระแวงว่าเขาได้เสียใจกับจดหมายของเธอหรือไม่ก็อึ้งและเกรงกลัวเธอมากกว่าเดิมจนไม่กล้าล้อเล่นเช่นเมื่อก่อน

    ...ไอยารินเสียใจ ที่ทำให้คนอื่นต้องเสียใจ...

     

                 นาธาร่า เธอแก่กว่าไอยารินเล็กน้อย เคยสนทนาทางไกลกับชายผู้ที่มีอุดมการณ์คล้ายกันหลายปี

                                    เขามีปัญหาที่หนักหนาทางใจ นาธาร่าคิดช่วยแก้ไข ไม่สนใจระยะห่างที่ควรรักษาไว้

                            เพราะเธอคิดว่า หากสามารถช่วยคนผู้นี้ได้ จะเป็นประโยชน์กับคนอีกมหาศาล

                            แต่เธอไม่เคยรู้สึกกับเขาเป็นอย่างอื่น นอกจากเพื่อนร่วมอุดมการณ์

    เหตุการณ์หลายอย่างผ่านไป เธอเริ่มรู้สึกว่าเขามีจิตใจอีกด้านที่อันตราย การทดสอบหลายอย่างทำให้เธอรู้ว่า เธอไม่อาจเสี่ยงชีวิตและอุดมการณ์ของเธอเพื่อช่วยเขาได้ อีกทั้งเขายังแสดงความเห็นแก่ตัวมากกว่าเดิมเมื่อพบว่าใกล้จะสูญเสียเธอ

    นาธาร่า เชื่อมั่นว่า การจะรู้จักคนๆหนึ่งอย่างดีได้ ต้องมองการกระทำที่เขาแสดงออกยามเกิดการสูญเสีย

    เธอค้นพบแล้ว ว่าเขารักตัวเองมากที่สุด หาใช่รักเธออย่างที่เขาเคยบ่งบอกหรือคิดไปเองไม่

    เธอไม่เคยรักเขา เธอมั่นใจ แต่เขาคล้ายไม่ยอมปล่อยเธอไปง่ายๆ เมื่อไม่สมหวัง ทั้งยังรู้สึกว่าตนเองไม่ผิด ความรู้สึกที่ดีจึงกลายเป็นความแค้น

    เธอไม่เคยแค้นเขา แท้จริงเธออโหสิให้เขาแล้ว

    แต่เขาไม่ได้ทำเช่นนั้น เขามีปัญหาทางใจภายในตนเองที่ยากจะทำให้ตาสว่าง เพราะเขามุ่งแต่แก้ปัญหาที่คนอื่น เพราะเชื่อว่าไม่อาจแก้ปัญหาที่ตัวเองได้ เขาทำเพื่อหาทางรอดให้ตัวเอง

    นาธาร่าทราบว่านี่เป็นปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิตเธอ เพราะเธอไม่มีทางหลุดจากการคุกคามของเขาได้ และตอนนี้เขาก็ยังคงคุกคามเธอผ่านวิธีการต่างๆทางอ้อม

    ...เธอยังคงใช้ชีวิตปกติ ไม่อาจเป็นทุกข์กับปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไข หากแม้วันหน้าเธอจะได้รับผลร้ายแรงเพียงใด บาปนั้นย่อมตกอยู่กับเขา ไม่ใช่เธอ...

     

                 เซียงเซียง อายุมากกว่าเด็กสาวทุกคนที่กล่าวมา ได้รู้จักเพื่อนใหม่ที่ให้ความนับถือเธอคนหนึ่ง

    แม้เขาประทับใจเธอ เนื่องจากความมีเหตุผล จริงจัง และความดีบางประการที่อาจไม่ค่อยได้พบเจอในผู้หญิงส่วนใหญ่

    แต่เธอไม่ได้ประทับใจเขา ทั้งมีข้อเสียบางประการในการทำงาน ที่เธอไม่อาจยอมรับนับถือ

    เขายังมีข้อเสียประการยิ่งใหญ่ คือยิ่งเธอพยายามรักษาระยะห่างไว้เท่าไหร่ เขากลับพยายามเข้าใกล้เธอมากขึ้น อย่างไม่รู้สึกรู้สาว่าเธอไม่ชมชอบเขา

    เขามีข้อดีที่หายากนักในคนทั่วไป ทว่าข้อเสียบางประการหนักหนาจนเธอรับไม่ไหว

    แน่นอนว่าหากเป็นฐานะเพื่อน แม้มีข้อเสียมากกว่านี้สิบเท่า เซียงเซียงไม่มีทางถือสา

    แต่หากเป็นฐานะที่ใกล้ชิดกว่านี้ (แต่มิใช่สำคัญกว่า สำหรับเธอ ไม่ได้เห็นว่าแฟนสำคัญกว่าเพื่อน) เซียงเซียงกลับเพิ่มข้อแม้เงื่อนไขเป็นทวีคูณ ที่ผ่านมา แทบไม่มีใครผ่านกำแพงใจเข้าใกล้เธอได้ มีแต่คนถูกกระแทกกลับไป ได้รับบาดเจ็บทั้งสิน

    เซียงเซียง อดทนที่สุดเป็นระยะเวลาหนึ่ง แล้วก็ไม่อาจอดทนได้อีกต่อไป จำต้องให้เพื่อนสนิทบอกกล่าวคำพูดรุนแรงแก่เขา ทั้งนี้ ที่ไม่พูดเองเพราะในใจยังต้องการรักษาไมตรีเอาไว้

    มิคาดเขาปฏิเสธว่าเพียงนับถือเธอแบบเพื่อนเท่านั้น แม้พฤติการณ์หลายอย่างขัดแย้ง แต่เซียงเซียงเปิดใจกว้าง ไม่คิดตัดสินว่าความจริงเป็นอย่างไร บอกให้เขาและเธอกลับมาคุยกันเป็นเพื่อนเช่นเดิม แต่ให้เขาช่วยรักษาระยะห่างไว้ เพราะเธอไม่อาจห้ามปฏิกิริยารุนแรงที่จะตอบสนองกลับไปได้

    ผ่านไปช่วงหนึ่ง เธอกลับรู้สึกว่าเขาเข้าใกล้เธอมากไปอีก แม้มองภายนอกเป็นเรื่องงาน แต่กรณีนี้ เรื่องส่วนตัวมาเกี่ยวข้องอย่างแยกไม่ออก ทำให้เธอเริ่มไม่ชอบเขาอีกครั้ง เธอเริ่มแสดงออกถึงความเย็นชากับเขา

    ผ่านไปอีกช่วงหนึ่ง เธอบังเอิญได้อ่านความรู้สึกของเขาที่มีต่อเหตุการณ์ที่ผ่านมา ถึงกับอึ้งไป

    ไม่เพียงให้ความสำคัญกับเธออย่างสูง ยังบ่งบอกถึงความสับสนวุ่นวายใจที่เขามีต่อการกระทำของเธอ

    เธอถึงกับรู้สึกว่า ได้ทำร้ายคนอย่างร้ายแรงโดยไม่ตั้งใจ

    ...ตั้งแต่นั้นมา เธอพยายามเปิดใจกว้างกว่าเดิมอีกหลายเท่า ลบอคติที่เคยมีทิ้งไป สนทนากับเขาดังเช่นเพื่อนที่มีอุดมการณ์คล้ายกัน...

     

               แพตตาริน อายุพอๆกับเซียงเซียง ได้พบเพื่อนชายคนแรกที่แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาว่าคิดจีบเธอ

    ความรู้สึกของแพตตาริน นับถือเขาเป็นเพื่อนที่ดีคนหนึ่ง เธอไม่คิดอะไรกับข้อความหวานเสี่ยวที่เขาส่งมา ทั้งรับของขวัญในวันแห่งความรักเพราะไม่อาจปฏิเสธได้

    เขากับเธอเพิ่งรู้จักกันไม่นาน เธอไม่ปิดกั้น ตรงข้ามเปิดโอกาสให้เขารู้จักเธอเพิ่มขึ้นอีกหลายทาง

    แต่เธอพบว่า เขาเร่งรีบรุก พุ่งเป้าเพียงให้เธอตกลงคบหา ละเลยที่จะทำความรู้จักเธอมากขึ้นในฐานะเพื่อน

    แพตตาริน ไม่ได้โกรธเคือง แต่ย่อมไม่มีทางตอบรับเขาที่เป็นเช่นนี้ เธอทำให้ความพยายามของเขา กลายเป็นเกลือหนึ่งกำมือละลายลงสู่มหาสมุทร ไม่ได้มีผลให้ท้องน้ำเกิดการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

    ...เขาเริ่มห่างเหินไป เธอไม่ทราบว่าเขารู้สึกอย่างไร แต่หากพบกันอีก เธอยังคงคุยกับเขาได้เหมือนเพื่อนคนหนึ่งเช่นเดิม

     

               สายน้ำ ได้พบกับเพื่อนชายที่มีความฝันในแนวทางเดียวกันคนหนึ่ง

    เขาและเธออยู่ห่างไกล หากไม่ใช่เพราะได้เข้าร่วมกิจกรรมเดียวกัน แทบไม่มีโอกาสจะได้พบกันอีก

    เธอไม่ทราบว่าเขาชอบเธอตั้งแต่เมื่อใด แต่ตอนนี้คล้ายเขาพยายามอย่างมากที่จะให้เธอได้รู้ความในใจ เพียงแต่ไม่กล้าที่จะเอ่ยปากตรงๆ

    แม้จะแสดงออกอ้อมๆอย่างมากผ่านคำพูดและตัวหนังสือ เขาดูยังระแวงว่าเธอยังไม่รู้ใจเขา บางทีอาจเพราะเธอไม่ยอมแสดงออก

    ...แต่เธอภาวนาให้เขาห้ามใจ หยุดไว้เพียงเท่านี้

    สาเหตุแรก เพราะเธอไม่ได้ชอบเขา และไม่มีทางจะชอบเขาได้ ด้วยคุณสมบัติของเขา ไม่ว่าจะมองผิวเผินหรือละเอียดลึกซึ้งล้วนไม่ตรงใจเธอ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ดี แต่คนที่ไม่ใช่ ก็คือไม่ใช่

    ตรงข้าม เขาใช่สำหรับการเป็นเพื่อนเธอมากกว่า

    สาเหตุสอง เพราะเขาแคร์เธอมากเกินไป แคร์มาก จนเธอไม่อาจไม่แคร์ตอบ

    ไม่ใช่ว่าเธอหวั่นไหว แต่เพราะไม่อาจทำร้ายคนที่อ่อนไหวต่อเธอมากขนาดนี้ เขาคงสงสัยมากว่าเธอชอบเขาบ้างหรือไม่ กังวลว่าเธอจะรู้สึกไม่ดีกับสิ่งที่เขาทำ ทั้งกลัวว่าจะไม่ได้พบเธออีก เธอรู้ตัวว่าสร้างความว้าวุ่นใจแก่เขาไม่นอ้ย

    เพราะสองเหตุนี้ สายน้ำจึงไม่อยากบอกปัดเขาตรงๆ ภาวนาเพียงให้เขาเข้าใจสิ่งที่เธอแสดงออกทางอ้อม แล้วตัดใจเสีย

    หากปล่อยให้นานกว่านี้ วันหนึ่งเขาบอกความรู้สึกกับเธอตรงๆ ไม่เท่ากับบังคับให้เธอปฏิเสธเขาตรงๆหรือ?

    เธอไม่อยากทำให้เขาเจ็บปวด แต่ก็ไม่อาจรับรักจากคนที่เธอไม่รักได้

    ...ภาวนาให้เขาเข้าใจความหมายที่เธอพยายามสื่อ หากรู้แน่ว่าเบื้องหน้าคือเปลวเพลิงแห่งความผิดหวังและโศกเศร้า ยังเจอเดินเข้าไปหาทำไม?...

     

                   

                    ยังมีเรื่องราวความรักปลีกย่อยของหญิงสาวอีกหลากหลาย หากบรรยายถึงเอลาเรสคงเกรงว่าผู้คนจะรับฟังจนชินชาเบื่อหน่าย จึงหยุดบันทึกเรื่องราวไว้เท่านี้

     

     

    ----------------------------------------------------------------

                แม้เอลาเรสจะเดินทางไกล พบเจอเรื่องราวหลากหลาย แต่จะไม่บันทึกเผยแพร่หากไม่เห็นว่าเป็นเรื่องราวสำคัญ เพียงแต่ผู้คนมีสายตาแตกต่าง ไม่ใช่ทุกคนที่จะรับรู้ได้ว่า บันทึกแต่ละตอนของเอลาเรสสำคัญที่ตรงไหน

     

    May 10

    นิยาย vs เรื่องจริง (1)

     

    มังกรคู่สู้สิบทิศ I

     

    มังกรหนึ่ง โคว่จง มีคุณธรรม ใฝ่รู้ นิสัยทะเยอทะยาน คิดช่วงชิงความเป็นฮ่องเต้ มุ่งหวังปกครองไพร่ฟ้าประชาชนให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข

    มังกรสอง ฉีจื่อหลิง มีคุณธรรม ใฝ่รู้ นิสัยชอบสันโดษ ไม่แก่งแย่งชิงดี เป้าหมายสูงสุดคือพบความสงบสุขแห่งจิตใจ

    ...มังกรสองพี่น้องนี้ต่างรักอีกฝ่ายมากกว่าชีวิตตน...

     

    เมื่อโคว่จงตัดสินใจช่วงชิงแผ่นดิน ฉีจื่อหลิงแม้ตนไม่ต้องการ แต่ก็ช่วยพี่น้องสุดชีวิต

    ...สภาพบ้านเมืองที่ปั่นป่วนวุ่นวาย ปณิธานของโคว่จงอาจนับได้ว่าสำคัญกว่าปณิธานของฉีจื่อหลิง...

    โคว่จงไม่ว่าเผชิญอุปสรรค ทั้งศัตรู ความรัก และการสูญเสีย ไม่เคยคิดล้มปณิธานอันยิ่งใหญ่ของตนเอง

    หากแม้นได้เป็นฮ่องเต้จริง จะสามารถนำพาราษฎรจำนวนมากพ้นจากความทุกข์ยากสาหัส

    ...ปณิธานนี้ไม่ว่ามองมุมไหน ล้วนไม่ควรล้มเลิก...

     

    ทว่าครั้งหนึ่งเมื่อพี่น้องจำต้องแยกกันเผชิญศัตรูคนละทิศ

    โคว่จงกลับระลึกแน่วแน่ว่า หากแม้นฉี่จื่อหลิงถูกศัตรูฆ่าตาย เขายินดีละทิ้งทุกปณิธานในชีวิต มุ่งแก้แค้นให้แก่ฉืจื่อหลิงเท่านั้น

    ...นี่ไยไม่สะท้อนให้เห็นความรักที่โคว่จงมีแก่พี่น้องผู้นี้...

     

    ……................

    เรื่องนี้ นับว่าทั้งคล้ายและไม่คล้ายความจริงของผู้อื่น

    ที่ไม่คล้ายคือ ความจริงนี้ของผู้อื่นไม่มีความแค้นเข้ามาเกี่ยวข้อง

    ...โคว่จงเอย นี่กลับคล้ายที่ผู้อื่นยินยอมทิ้งอุดมการณ์ทั้งหมดได้เพื่อบิดาและพี่น้องเมื่อถึงคราวจำเป็น

    โลกนี้มีท่านเข้าใจผู้อื่นเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง...

                    ยามบุพการีและพี่น้องได้รับความสาหัสทุกข์เข็ญ ยังมีอุดมการณ์อันใดสำคัญกว่าช่วยเหลือพวกเขาอีก?

     

    April 30

    อุดมการณ์...

     

     

    มีคนเคยถามฉันว่า...

                    ความใฝ่ฝันสูงสุดของฉันคืออะไร?

    ฉันตอบว่า...

                    ฉันอยากสร้างโรงเรียนมัธยมที่ดีที่สุดให้เด็กไทย

     

    เค้าถามต่อว่า...

                    ทำไมล่ะ?

    ฉันตอบว่า...

                    เพราะฉันเคยเป็นเด็กมัธยมที่แสวงหาความสุขและความสำเร็จจากการเรียนตลอดเวลา

                    แต่น้อยครั้งที่จะได้พบมันอย่างแท้จริง

                    แม้ว่าฉันจะเรียนจบมัธยมแล้ว ไม่มีโอกาสค้นพบมันให้ตัวเองอีก

                    ฉันก็อยากจะสร้างมันขึ้นมาให้กับเด็กทุกคนที่ใฝ่ฝันถึงมัน

     

    เค้าบอกว่า...

                    มันยากนะ

    ฉันตอบว่า...

                    ไม่เป็นไร ฉันจะลองพยายามดู

                    ...ก็มันเป็นความฝันสูงสุดของฉันนี่นา...

                    ...ฉันตั้งใจจะทำอะไรหลายอย่าง เพื่อคนจำนวนมากในอนาคต

                    ...อุดมการณ์นี้ ไม่อาจทิ้งไปได้ง่ายๆ

                    ...อุดมการณ์นี้ ต้องรักษาเท่าชีวิต

     

    เค้าถามว่า...

                    แล้วพ่อแม่ล่ะ สำหรับฉันสำคัญแค่ไหน?

    ฉันหัวเราะ แล้วตอบว่า...

                    สำคัญพอที่จะทำให้ฉันทิ้งอุดมการณ์ทั้งหมดเพื่อท่านได้เลยล่ะ

     

    แล้วเค้าก็ถามว่า...

                ทำไมอุดมการณ์ของเอมมันทิ้งได้ง่ายจัง?

    ฉันตอบเค้าว่า...

                มันไม่ง่ายหรอก

                ...ไม่ง่าย ที่จะทิ้งสิ่งที่ฉันให้ความสำคัญขนาดนี้ไป เพราะมันสำคัญเท่าชีวิตฉันเลยทีเดียว

                ...แต่ครอบครัวของฉัน สำคัญยิ่งกว่าชีวิตฉันเสียอีก

                ...หากถึงคราวที่จำเป็นต้องเลือก ฉันเลือกพ่อและพี่ชายมาก่อนความฝันทั้งหมดอย่างแน่นอน

                ...ถ้าแม่ยังอยู่ ฉันคงได้เลือกแม่ก่อนด้วยเหมือนกัน...

              ได้แต่หวังว่า เวลาที่ต้องเลือกจะไม่มีวันมาถึง

                ตอนนี้ฉันจึงสามารถดูแลทั้งอุดมการณ์และครอบครัวได้สองอย่างพร้อมกัน

     

     

    เชื่อว่ามีน้อยคนที่เข้าใจฉัน ฉันเองก็ขี้เกียจหาคำมาอธิบาย

    แต่ฉันเชื่อมั่นว่าฉันเลือกไม่ผิด เพราะพวกเขาดีเพียงพอที่จะได้รับเลือก

    พวกเขา คนที่สร้างฉันขึ้นมาให้มีอุดมการณ์เช่นนี้ควรได้รับสิทธินั้น

    ...ถ้าไม่เสียแม่ไปก่อน คงไม่มีวันคิดได้อย่างนี้...

     

    ...แม่คะ หนูต้องทำความดีให้คนกี่ร้อยคน กี่พันครั้ง

    ถึงจะชดเชยเวลาที่หนูไม่ได้ทำดีกับแม่ได้หมด...

     

    ไม่มีประโยชน์ที่จะนั่งเศร้ากับอดีต

    ต้องทำปัจจุบันให้ดีเพื่ออนาคตต่างหากเล่า

    อย่าให้พลาดอีกล่ะ ดวงใจวิเศษ!