Angelic Heart's profileA Little Corner of Ideal...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    May 10

    นิยาย vs เรื่องจริง (1)

     

    มังกรคู่สู้สิบทิศ I

     

    มังกรหนึ่ง โคว่จง มีคุณธรรม ใฝ่รู้ นิสัยทะเยอทะยาน คิดช่วงชิงความเป็นฮ่องเต้ มุ่งหวังปกครองไพร่ฟ้าประชาชนให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข

    มังกรสอง ฉีจื่อหลิง มีคุณธรรม ใฝ่รู้ นิสัยชอบสันโดษ ไม่แก่งแย่งชิงดี เป้าหมายสูงสุดคือพบความสงบสุขแห่งจิตใจ

    ...มังกรสองพี่น้องนี้ต่างรักอีกฝ่ายมากกว่าชีวิตตน...

     

    เมื่อโคว่จงตัดสินใจช่วงชิงแผ่นดิน ฉีจื่อหลิงแม้ตนไม่ต้องการ แต่ก็ช่วยพี่น้องสุดชีวิต

    ...สภาพบ้านเมืองที่ปั่นป่วนวุ่นวาย ปณิธานของโคว่จงอาจนับได้ว่าสำคัญกว่าปณิธานของฉีจื่อหลิง...

    โคว่จงไม่ว่าเผชิญอุปสรรค ทั้งศัตรู ความรัก และการสูญเสีย ไม่เคยคิดล้มปณิธานอันยิ่งใหญ่ของตนเอง

    หากแม้นได้เป็นฮ่องเต้จริง จะสามารถนำพาราษฎรจำนวนมากพ้นจากความทุกข์ยากสาหัส

    ...ปณิธานนี้ไม่ว่ามองมุมไหน ล้วนไม่ควรล้มเลิก...

     

    ทว่าครั้งหนึ่งเมื่อพี่น้องจำต้องแยกกันเผชิญศัตรูคนละทิศ

    โคว่จงกลับระลึกแน่วแน่ว่า หากแม้นฉี่จื่อหลิงถูกศัตรูฆ่าตาย เขายินดีละทิ้งทุกปณิธานในชีวิต มุ่งแก้แค้นให้แก่ฉืจื่อหลิงเท่านั้น

    ...นี่ไยไม่สะท้อนให้เห็นความรักที่โคว่จงมีแก่พี่น้องผู้นี้...

     

    ……................

    เรื่องนี้ นับว่าทั้งคล้ายและไม่คล้ายความจริงของผู้อื่น

    ที่ไม่คล้ายคือ ความจริงนี้ของผู้อื่นไม่มีความแค้นเข้ามาเกี่ยวข้อง

    ...โคว่จงเอย นี่กลับคล้ายที่ผู้อื่นยินยอมทิ้งอุดมการณ์ทั้งหมดได้เพื่อบิดาและพี่น้องเมื่อถึงคราวจำเป็น

    โลกนี้มีท่านเข้าใจผู้อื่นเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง...

                    ยามบุพการีและพี่น้องได้รับความสาหัสทุกข์เข็ญ ยังมีอุดมการณ์อันใดสำคัญกว่าช่วยเหลือพวกเขาอีก?

     

    April 30

    อุดมการณ์...

     

     

    มีคนเคยถามฉันว่า...

                    ความใฝ่ฝันสูงสุดของฉันคืออะไร?

    ฉันตอบว่า...

                    ฉันอยากสร้างโรงเรียนมัธยมที่ดีที่สุดให้เด็กไทย

     

    เค้าถามต่อว่า...

                    ทำไมล่ะ?

    ฉันตอบว่า...

                    เพราะฉันเคยเป็นเด็กมัธยมที่แสวงหาความสุขและความสำเร็จจากการเรียนตลอดเวลา

                    แต่น้อยครั้งที่จะได้พบมันอย่างแท้จริง

                    แม้ว่าฉันจะเรียนจบมัธยมแล้ว ไม่มีโอกาสค้นพบมันให้ตัวเองอีก

                    ฉันก็อยากจะสร้างมันขึ้นมาให้กับเด็กทุกคนที่ใฝ่ฝันถึงมัน

     

    เค้าบอกว่า...

                    มันยากนะ

    ฉันตอบว่า...

                    ไม่เป็นไร ฉันจะลองพยายามดู

                    ...ก็มันเป็นความฝันสูงสุดของฉันนี่นา...

                    ...ฉันตั้งใจจะทำอะไรหลายอย่าง เพื่อคนจำนวนมากในอนาคต

                    ...อุดมการณ์นี้ ไม่อาจทิ้งไปได้ง่ายๆ

                    ...อุดมการณ์นี้ ต้องรักษาเท่าชีวิต

     

    เค้าถามว่า...

                    แล้วพ่อแม่ล่ะ สำหรับฉันสำคัญแค่ไหน?

    ฉันหัวเราะ แล้วตอบว่า...

                    สำคัญพอที่จะทำให้ฉันทิ้งอุดมการณ์ทั้งหมดเพื่อท่านได้เลยล่ะ

     

    แล้วเค้าก็ถามว่า...

                ทำไมอุดมการณ์ของเอมมันทิ้งได้ง่ายจัง?

    ฉันตอบเค้าว่า...

                มันไม่ง่ายหรอก

                ...ไม่ง่าย ที่จะทิ้งสิ่งที่ฉันให้ความสำคัญขนาดนี้ไป เพราะมันสำคัญเท่าชีวิตฉันเลยทีเดียว

                ...แต่ครอบครัวของฉัน สำคัญยิ่งกว่าชีวิตฉันเสียอีก

                ...หากถึงคราวที่จำเป็นต้องเลือก ฉันเลือกพ่อและพี่ชายมาก่อนความฝันทั้งหมดอย่างแน่นอน

                ...ถ้าแม่ยังอยู่ ฉันคงได้เลือกแม่ก่อนด้วยเหมือนกัน...

              ได้แต่หวังว่า เวลาที่ต้องเลือกจะไม่มีวันมาถึง

                ตอนนี้ฉันจึงสามารถดูแลทั้งอุดมการณ์และครอบครัวได้สองอย่างพร้อมกัน

     

     

    เชื่อว่ามีน้อยคนที่เข้าใจฉัน ฉันเองก็ขี้เกียจหาคำมาอธิบาย

    แต่ฉันเชื่อมั่นว่าฉันเลือกไม่ผิด เพราะพวกเขาดีเพียงพอที่จะได้รับเลือก

    พวกเขา คนที่สร้างฉันขึ้นมาให้มีอุดมการณ์เช่นนี้ควรได้รับสิทธินั้น

    ...ถ้าไม่เสียแม่ไปก่อน คงไม่มีวันคิดได้อย่างนี้...

     

    ...แม่คะ หนูต้องทำความดีให้คนกี่ร้อยคน กี่พันครั้ง

    ถึงจะชดเชยเวลาที่หนูไม่ได้ทำดีกับแม่ได้หมด...

     

    ไม่มีประโยชน์ที่จะนั่งเศร้ากับอดีต

    ต้องทำปัจจุบันให้ดีเพื่ออนาคตต่างหากเล่า

    อย่าให้พลาดอีกล่ะ ดวงใจวิเศษ!

     

    April 29

    บทกวีแห่งปณิธาน

     
     

    น้อยคนนักจะพบคำตอบว่าชีวิตเกิดมาเพื่ออะไร

    แต่แม้ว่ายังไม่พบคำตอบ

    หลายคนได้ตั้งปณิธานชีวิตไว้แล้วด้วยตนเอง

    แม้ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม

    แต่รู้ว่าจะอยู่ต่อไปเพื่ออะไร

    หนึ่งชีวิตที่น้อยนิด

    หากแม้นได้สร้างคุณประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่

    นั่นย่อมเป็นความภูมิใจสูงสุดมิใช่หรือ?

    -------------------------------------------------

     

     

    แม้นข้าฯ เป็นได้ อย่างใจฝัน

    จะเปลี่ยนผัน กายเป็น เช่นภูผา

    แข็งแกร่ง มั่นคง ดังพสุธา

    ให้ชีวา น้อยใหญ่ ได้พึ่งพิง

     

    ขอเป็นไม้ แผ่กิ่งใบ ให้ดอกผล

    ใช้ลำต้น ปลูกสร้างบ้าน แก่ชายหญิง

    หรือพักผ่อน เอนกาย ได้แอบอิง

    พร้อมใบกิ่ง แผ่ขยาย ให้ร่มไว้

     

    บนออกดอก ให้สีสันสวยสด

    ดูงามงด เพลินตา น่าแจ่มใส

    ล่างมีราก ดูดซับน้ำ ป้องกันภัย

    ส่วนผลไม้ ยังกินได้ อร่อยดี

     

    แลขอเป็น เช่นสายน้ำ แสนฉ่ำชื่น

    กระแสคลื่น ไหลหลั่งริน ทุกถิ่นที่

    ซึมซาบ แทรกได้ ทั่วปฐพี

    เพื่อให้ ทุกชีวี ได้ดื่มใช้

     

    ทั้งเป็นแหล่ง อาหาร อุดมเหลือ

    เป็นทางผ่าน แล่นเรือ เล็กใหญ่

    ยามร้อน หน้าแล้ง ใช้ดับไฟ

    ป่าใหญ่ ยืนยงได้ เพราะสายธาร

     

    หากแม้น สามสิ่งนี้ ที่ขอไว้

    ยิ่งใหญ่ เกินจะ อธิษฐาน

    ข้าฯขอเป็น เพียงสิ่งเล็ก ที่คงนาน

    จึงคาดหวัง ให้สม ดั่งใจ

     

    ขอเป็น เทียนวิเศษ เล่มน้อย

    ที่ไม่คอย ให้ลมพัด ดับวูบไหว

    ส่องแสง สุกสว่าง ตลอดไป

    ส่องใจ ให้คน เห็นสิ่งดี

     

    ปณิธาน ตั้งไว้ ไม่แปรเปลี่ยน

    จะพากเพียร พัฒนา เต็มที่

    สร้างประโยชน์ สุขให้ โลกใบนี้

    มอบชีวี นี้ไว้ ให้อุดมการณ์

     

    April 20

    แด่... ไอน์สไตน์ (ต่อ)

    นักวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุดเท่าที่เราได้รู้จัก

     

    แรงบันดาลใจ : หนังสือ แฟ้มลับ FBI ล่าไอน์สไตน์

     

     

    Nuclear Bomb ผลพวงจาก E = mc2: ไอน์สไตน์ผิดหรือไม่

                            *ความเห็นส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

     

                   6 สิงหาคม 1945 เครื่องบินของกองทัพสหรัฐฯทิ้งระเบิดปรมาณูใส่เมืองฮิโรชิม่า ทำให้มีคนตายเกือบ 200,000 คน

                   9 สิงหาคม 1945 ระเบิดลักษณะเดียวกันถูกทิ้งลงในเมืองนางาซากิ จำนวนคนตายใกล้เคียงกัน

             กองทัพฯปฏิบัติตามคำสั่งของ แฮร์รี่ เอส. ทรูแมน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

     

                    เป็นที่ทราบกันดีว่า การค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างมวลและพลังงานในทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์เป็นที่มาของการสร้างระเบิดนิวเคลียร์ที่ใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ผู้คนบริสุทธิ์ต้องล้มตายเป็นจำนวนมาก ทั้งยังทำให้โลกทุกวันนี้ต้องอยู่อย่างหวาดผวาเพราะความเกรงกลัวภัยอันร้ายแรงจากระเบิดชนิดนี้ คนจำนวนไม่น้อยกล่าวโทษไอน์สไตน์ในฐานะที่เป็นผู้สร้างทฤษฎีนี้ขึ้นมา ทั้งยังเป็นผู้ลงนามในจดหมายที่เรียกร้องให้ประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ริเริ่มโครงการสร้างระเบิดนิวเคลียร์ด้วย

     

     

    ทฤษฎีสัมพัทธภาพ ทฤษฎีที่ควรปกปิด?

     

                ธรรมชาติของมนุษย์ โดยเฉพาะนักวิทยาศาสตร์ มีจุดมุ่งหมายที่จะค้นหาความจริงในธรรมชาติ ทฤษฎีสัมพัทธภาพเป็นความจริงส่วนหนึ่งที่เมื่อค้นพบแล้วมีคุณประโยชน์คณานับ มีโทษมหาศาล

                    หากไอน์สไตน์ไม่เปิดเผยทฤษฎีนั้น เป็นไปได้หรือว่า จะไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใดค้นพบมันอีก? ไม่ว่าจะใช้เวลานานสักเท่าใดก็ตาม

                    ในเมื่อความจริงมันก็คือความจริงอยู่วันยันค่ำ แม้ไม่มีผู้ค้นพบ มันก็ไม่มีวันสูญสลายหายไป

                    นักวิทยาศาสตร์ไม่คนใดก็คนหนึ่ง จะต้องค้นพบมัน

                    ถ้าไอน์สไตน์เกิดช้ากว่านี้สักหลายสิบปีหรือร้อยปี ไม่แน่ว่าเจ้าของทฤษฎีอาจเป็นชื่อคนอื่น

                    หรือหากไอน์สไตน์ค้นพบแล้วปกปิดไว้ อีกร้อยปีข้างหน้าก็อาจมีคนค้นพบมันอีก

                    และร้อยปีที่ผ่านมา ย่อมไม่เกิดอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมาย ที่กลายเป็นปัจจัยจำเป็นอีกอันหนึ่งสำหรับวิถีชีวิตมนุษย์ทั่วโลก

     

                     ใช่แค่ทฤษฎีสัมพัทธภาพ ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์อื่นๆล้วนเป็นดาบสองคม และเป็นพื้นฐานสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ยุคนี้ แทบไม่มีใครกล้าปฏิเสธความเจริญที่มาจากความรู้เหล่านั้น แม้อีกด้านหนึ่งมันจะก่อให้เกิดคดีอาชญากรรมมากมายและจุดชนวนสงครามครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ความรู้เหล่านั้นก็ยังคงถูกเปิดเผยอย่างกว้างขวาง หรือพูดอีกอย่างได้ว่า ไม่มีใครสามารถซ่อนความจริงเอาไว้ได้

                    ดังนั้นทางออก ย่อมมิใช่การปกปิดความจริงเอาไว้ (ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องศึกษาค้นคว้ากันอีกต่อไป เพราะไม่ว่าความรู้ใดเมื่อถูกเปิดเผย ก็สามารถนำไปใช้ได้ทั้งผิดและถูก) แต่เป็นการจำกัดขอบเขตให้ใช้งานเฉพาะในส่วนที่เหมาะสม เป็นการใช้งานอย่างมีสติ คำนึงถึงผลได้ผลเสียอยู่เสมอ ดังคำพูดที่ว่า

                    “วิทยาศาสตร์ไม่ผิด คนใช้วิทยาศาสตร์ต่างหากที่ผิด”

                    ...ผู้คนพบความรู้ย่อมไม่ผิด ผู้ใช้ความรู้ในทางเสียหายนั่นแหละที่ผิด...

     

                    แต่เบื้องหลังสงคราม อาจมีรายละเอียดที่ซับซ้อนกว่านั้น...

     

    เพิ่มเติม มีคนบอกว่า ขณะที่ค้นพบสมการ E=mc2 ใหม่ๆ ทฤษฎียังคงห่างไกลจากความเป็นจริงมาก ไอน์สไตน์ขณะนั้นอาจไม่เคยคิดว่ามันจะนำไปสู่การสร้างอาวุธร้ายแรงได้ อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นหลายสิบปี ไอน์สไตน์ก็เป็นคนสนับสนุนให้มีการสร้างระเบิดนิวเคลียร์ขึ้น

     

     

    ทำไมต้องเขียนจดหมายถึงประธานาธิบดีรูสเวลต์?

     

                ไอน์สไตน์เคยเขียนจดหมายถึง ปธน.รูสเวลต์ถึง 4 ฉบับ เนื้อความในจดหมายมีทั้งเรียกร้องให้สร้างระเบิดนิวเคลียร์ แนะนำการซื้อแร่ยูเรเนียม และสนับสนุนให้ลีโอ ซีลาร์ดได้มีส่วนช่วยในโครงการดังกล่าวก่อนที่เยอรมนีจะสร้างได้สำเร็จ นั่นอาจเป็นความรับผิดชอบที่ไอน์สไตน์ไม่อาจปฏิเสธได้

                   

                 โดยนิสัยที่แท้จริงของไอน์สไตน์แล้ว สนับสนุนการต่อสู้แบบอหิงสา(ไม่เบียดเบียน) ไม่เคยเห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง เขาต่อสู้กับความไม่ถูกต้องผ่านงานเขียน ผ่านจดหมาย และผ่านคำพูดที่พูดกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์และผู้ที่ยกย่องศรัทธาเขาเป็นจำนวนมากอย่างสงบตลอดหลายปีที่ผ่านมา แล้วอะไรทำให้เขาไม่เชื่อมั่นว่าความไม่เบียดเบียนแบบอหิงสาจะสามารถหยุดยั้งความโหดร้ายป่าเถื่อนของพวกฟาสซิสต์-นาซีได้อีกต่อไป

     

                 ในคืนแก้วแตก (Kristallnacht) ทหารนาซีก่อเหตุทำร้าย ข่มขืน และฆ่าชาวยิวกว่า 100 คน ทำลายข้าวของจนเศษกระจกเกลื่อนถนน (ที่มาของชื่อแก้วแตก) หลังจากนั้น ชาวยิว 30,000 คนถูกต้อนเข้าค่ายกักกัน ความป่าเถื่อนรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ไอน์สไตน์ไม่สามารถทนนิ่งดูดายได้อีกต่อไป

                 ขอคัดลอกคำพูดของไอน์สไตน์มาไว้ ณ ที่นี้ เผื่อจะช่วยให้เข้าใจความคิดของชายแก่คนนี้มากขึ้น

     

                    “ด้วยเหตุที่ลัทธิฟาสซิสต์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงคิดว่าคงไม่มีใครรักษาอุดมการณ์อหิงสาไว้ได้โดยปราศจากความเสี่ยงที่จะปล่อยให้โลกตกไปอยู่ในอุ้งมือของศัตรูตัวร้ายของมวลมนุษยชาติ... จะยับยั้งพลังจัดตั้งได้ก็ด้วยพลังจัดตั้งเท่านั้น ผมเสียใจที่ต้องพูดแบบนี้เพราะไม่มีทางอื่นอีกแล้ว

                    ยากนักสำหรับไอน์สไตน์ที่จะต้องทำใจยอมรับว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจำเป็นต้องยับยั้งด้วยความรุนแรง ไม่อาจมีทางเลือกอื่น

     

                    “...ผมไม่คิดว่า แค่คำพูดอย่างเดียวสามารถแก้ปัญหาของมนุษย์ที่มีอยู่ในปัจจุบันได้... เสียงระเบิดมันกลบเสียงมนุษย์เสียสิ้น ยามสงบผมศรัทธาในสื่อความคิดระหว่างมนุษย์ผู้ช่างคิด แต่วันนี้ ขณะที่กองทัพคนป่าเถื่อนตระหง่านอยู่เหนือชีวิตมนุษย์หลายล้าน ผมเกรงว่าคำวิงวอนขอให้พวกเขาใช้สติและเหตุผล มันไร้ความหมาย...

                    ผมมีความรู้สึกว่าในอเมริกา พัฒนาการและพลังสร้างสรรค์ของปัจเจกชนมีความเป็นไปได้ สำหรับผมแล้ว นั่นเป็นสิ่งมีคุณค่าที่สุดในชีวิต...

                    ในบางประเทศ ประชาชนไม่มีสิทธิทางการเมือง ไม่มีโอกาสพัฒนาสติปัญญาอย่างเสรี(เช่น ในเยอรมนี) ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่สามารถทนรับสถานการณ์แบบนั้นได้แน่ ในประเทศนี้ มันจะยิ่งน่าอดสูหากเราต้องปฏิบัติตามคำสั่งโดยไม่มีสิทธิถาม ดังนั้นการปกป้องและคุ้มครองเสรีภาพจึงมีความสำคัญยิ่งเหนือสิ่งอื่นใด

     

                    นี่อาจใช้เป็นคำอธิบายได้ว่า ทำไมไอน์สไตน์จึงร่วมกับนักวิทยาศาสตร์อุดมการณ์เดียวกัน ลีโอ ซีลาร์ด เขียนจดหมายถึงปธน.รูสเวลต์ เรียกร้องให้เร่งสร้างระเบิดนิวเคลียร์โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

     

                    จดหมายถูกเขียนขึ้น หลังมีข่าวว่ากองทัพเยอรมันพยายามอย่างที่สุดที่จะสร้างระเบิดนิวเคลียร์ให้ได้เป็นชาติแรก ฉะนั้น หากทางเลือกมีเพียง 2 ทาง คือเยอรมนีสร้างได้ก่อน กับอเมริกาสร้างได้ก่อน แล้วต้องเลือกทางใด?

     

                 อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากที่เข้าร่วมโครงการแมนฮัตตันต้องเสียใจอย่างสุดซึ้ง หลังสิ่งที่พวกเขาทุ่มเทพยายามสร้างขึ้นถูกใช้อย่างผิดจากวัตถุประสงค์เดิมโดยสิ้นเชิง

     

     

    -------------------------------

    ในที่สุดก็เขียนไม่ทันอีกจนได้ กลับจากทะเลจะมาต่อ “โครงการแมนฮัตตัน”

    April 07

    แด่... ไอน์สไตน์

     นักวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุดเท่าที่เราได้รู้จัก

     

    แรงบันดาลใจ : หนังสือ “แฟ้มลับ FBI ล่าไอน์สไตน์”

     

     

    ทำไมถึงชอบไอน์สไตน์

              เขาไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์คนแรกๆที่เรารู้จัก สมัยประถมเราเคยชื่นชมนิวตัน กาลิเลโอ ฯลฯ ซึ่งทำให้มีแรงบันดาลใจอยากทำงานทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังไม่มีอะไรพิเศษมากนัก

                    เป็นเรื่องบังเอิญอย่างหนึ่ง ที่พอได้ยินพี่ชายพูดถึงนักวิทยาศาสตร์ชื่อ “ไอน์สไตน์” ก็รู้สึกชอบชื่อนี้ เห็นว่าเป็นชื่อแปลกและเพราะดี โดยไม่ได้คิดว่าหลายปีต่อมาจะชอบคนๆนี้มากถึงขนาดยกให้เป็น Idol อันดับหนึ่ง

                    ใช่ว่าเพราะเขาค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพ หรือเพราะเป็นชายหัวฟูที่ได้รางวัลโนเบล

                    เราไม่เคยมั่นใจ ว่าเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งที่สุด

                    แต่เรามั่นใจ ว่าเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุด ในบรรดานักวิทย์ทั้งหมดที่เรารู้จัก ในขณะนี้

    ความดีใช้อะไรชี้วัด? มันขึ้นกับความคิดของแต่ละคน คนอื่นอาจคิดไม่เหมือนเรา ไม่แปลก

     

    ความชอบเริ่มแรก ได้อิทธิพลมาจากคำพูด หรือวาทะในโอกาสต่างๆ คำพูดที่ประทับใจที่สุด ได้แก่

                    “Only a life lived for others Is a life worth while.”

                    ...มีเพียงชีวิตเพื่อผู้อื่นเท่านั้นที่ควรค่าแก่การมีชีวิต...

     

                      เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ไม่แค่แสวงหาความรู้เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง แม้จะทุ่มเทเวลาค้นคว้างานทางวิทยาศาสตร์มากมาย แต่ไม่เคยมองข้ามปัญหาของสังคม และมิได้จำกัดแค่สังคมที่เขาอยู่อาศัย แนวคิด มุมมอง และการปฏิบัติของเขา แสดงออกถึงความห่วงใยปัญหาของมนุษยชาติ

                      มีกี่คนที่รู้ว่าไอน์สไตน์เคยเขียนบทความ ชื่อว่า “Why socialism?” ทำไมต้องสังคมนิยม?

                      เพราะหลักการของสังคมนิยมคือแบ่งปันให้ได้รับอย่างเท่าเทียม แม้จะดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ที่ได้เงินเดือนสูง ไอน์สไตน์กลับห่วงใยชนชั้นล่างที่ถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างมาก เขาวิจารณ์ระบบทุนนิยมว่า

               “...บรรดาคนงานทั้งหลาย ต่างหวาดกลัวอยู่ทุกๆวันเกี่ยวกับการสูญเสียงานของตนไป เมื่อไม่ได้รับการจ้างงาน หรือบรรดาคนงานทั้งหลายมีรายได้ไม่พอเพียงมาจากค่าจ้างแรงงานเพียงเล็กน้อย มันจึงไปเปิดช่องให้มีตลาดที่ทำกำไรขึ้นมา ผลผลิตเกี่ยวกับสินค้าต่างๆของผู้บริโภคจึงถูกจำกัด ความลำบากและทุกข์ยากจึงเป็นสิ่งที่ตามมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้...”

     

    หากใครได้อ่านบทความฉบับเต็ม คงได้เห็นว่าสติปัญญาของนักวิทยาศาสตร์ผู้นี้ ไม่ได้จำกัดแค่ใช้กับวิทยาศาสตร์เท่านั้น

     

    คำพูดที่น่าประทับใจอีกอันหนึ่ง ที่น้อยคนในปัจจุบันจะสามารถยึดถือเป็นแนวปฏิบัติได้ คือ

               “คุณค่าของมนุษย์ อยู่กับสิ่งที่เขาให้ ไม่ใช่ความสามารถในการแสวงหา”

                        

                         เรามองคำว่าแสวงหา ไม่ใช่แค่ผลประโยชน์ในรูปตัวเงิน ตำแหน่ง ชื่อเสียง แต่รวมถึงการแสวงหาความรู้ ให้ตนเองได้ชื่อว่าเก่งกาจ โดยปราศจากความคิดอยากจะทำเพื่อสังคม คำพูดของไอน์สไตน์จึงแปลความได้ว่า ไม่ว่าคนๆนั้นจะเก่งกาจแค่ไหน หากไม่ทำอะไรเพื่อผู้อื่น ย่อมไม่ต้องยกย่องชื่นชมเขา

                         ปัจจุบัน เรามองเห็นคนเก่งที่พยายามแต่จะแสวงหาเต็มไปหมด

     

                         ในชีวประวัติที่พบเห็นได้ส่วนมาก อาจเน้นไปที่ความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ สื่อให้เห็นความคิดอ่านที่ลึกซึ้งและฉลาดหลักแหลมต่อทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ตบท้ายด้วยคำพูดตอนปฏิเสธตำแหน่งประธานาธิบดีของอิสราเอลว่า

                 “การเมืองเป็นเรื่องชั่วคราว แต่สมการจะคงอยู่ตลอดไป”

    แสดงให้เห็นว่าทั้งชีวิตของไอน์สไตน์ทุ่มเทให้วิทยาศาสตร์มากที่สุด ไม่สนใจการเมืองเท่าใดนัก

     

                         แต่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น

                         เพราะการเมืองกับสังคมเป็นเรื่องที่แยกกันไม่ออก ในสมัยสงครามโลก เป็นช่วงที่ประชาชนรู้สึกหดหู่ ไม่ก็หวาดผวาตลอดเวลา ไอน์สไตน์อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ พบปัญหาความขัดแย้งหลายอย่าง เช่น สงครามกับเยอรมนี ความหวาดกลัวลัทธิคอมมิวนิสต์ การเหยียดสีผิว ตอนหลังเกิดสงครามเย็น ก็เกิดความหวาดกลัวเมื่อรัสเซียสร้างระเบิดปรมาณูสำเร็จ มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยอ้างว่าเพื่อความมั่นคงของชาติสหรัฐฯ กระทั่งไอน์สไตน์ก็ถูกสงสัยว่าเป็นสายลับขายข้อมูลให้รัสเซีย FBI สืบสวนไอน์สไตน์อย่างลับๆนานถึง 5 ปี

     

                         เพราะบทบาทของไอน์สไตน์ ต่อต้านลัทธินาซี ต่อสู้เพื่อคนผิวสี คัดค้านการสร้างระเบิดแข่งกับรัสเซีย ที่สำคัญคือชักจูงให้คนต่อต้านเจ้าหน้าที่รัฐ เนื่องจากให้อำนาจข่มขู่ ลิดรอนสิทธิมนุษยชน ด้วยเพราะกลัวภัยคอมมิวนิสต์

                        

                         ไอน์สไตน์ต่อสู้ทางการเมืองไปจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต เขาพูดก่อนจากโลกนี้ไปว่า

                 “ประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่คือ การต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน เป็นการดิ้นรนอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ชัยชนะเด็ดขาดไม่เคยมีจริง แต่หากยอมแพ้ ย่อมหมายถึงความหายนะของสังคม”

     

                          ไอน์สไตน์เป็นยิ่งกว่าดาราฮอลลีวู้ดในยุคนั้น ไม่ว่าเขาปรากฏตัวที่ไหน จะเป็นที่สนใจของประชาชนจำนวนมาก ผู้คนทั่วโลกศรัทธาในตัวเขา มีจดหมายเป็นพันๆฉบับส่งถึงเขา ทั้งเรื่องวิทยาศาตร์ การเมือง หรือการขอความช่วยเหลือจากคนระดับล่าง ไอน์สไตน์มีเพื่อนอยู่มาก ไม่แค่นักวิทยาศาสตร์ แต่รวมถึงนักปรัชญา นักข่าว นักดนตรี ดาราตลก ฯลฯ ไม่ว่ากระแสต่อต้านเขาจะเพิ่มขึ้นอย่างมากมายแค่ไหนในช่วงหลังๆ กลับเทียบไม่ได้เลยกับผู้คนที่ศรัทธายกย่องเขา

     

                           ถึงอย่างนั้น การต่อสู้ของเขาก็ใช่ว่าจะชนะเสียทุกครั้ง แต่ไอน์สไตน์ไม่เคยหยุดต่อสู้ เขารู้ว่าหากเขายอมแพ้ ผู้คนที่เขาพยายามปกป้องย่อมได้รับความเดือดร้อน ไอน์สไตน์มีมุมมองที่กว้างไกลและละเอียดลึกซึ้ง เขามองเห็นหายนะของสังคมก่อนที่มันจะมาถึง เขาจึงไม่มีทางทิ้งประชาชน

     

                           นี่เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งของความประทับใจ ที่ไม่เคยยกให้นักวิทยาศาสตร์คนใดมากเท่านี้มาก่อน เรื่องราวของไอน์สไตน์ยังมีอีกมากมายที่ไม่อาจบรรยายได้หมด ยังมีส่วนที่เราไม่ได้ศึกษา หรือยังไม่ค้นพบ ปัญหาในชีวิตนานาประการที่เราต้องเผชิญทุกวันนี้ ไอน์สไตน์มีส่วนช่วยผลักดันให้เราเข้มแข็งต่อสู้กับมันได้อย่างมากทีเดียว

     

     ---------------------------------------

    เดี๋ยวมาเล่าต่อ กรณีสมการสะเทือนโลก

     

    April 01

    JSTP 10

     

    JSTP 10

    I will never forget you!

     

     

    เมื่อค่าย 10/3 ผ่านไป ทุกคนก็แยกย้ายกันไป

     

    เรา... มาจากคนละที่ มีความฝันคนละแบบ

    อายุต่างๆกัน ความสามารถก็แตกต่างหลากหลาย

     

    เรา... บางคนเดินทางมาใกล้ บางคนเดินทางมาไกล

    บางคนเจอปัญหาน้อย บางคนเจอปัญหาใหญ่

     

    จากนี้ต่อไป...

    บางคนอาจจะประสบความสำเร็จ และบางคน...อาจจะล้มเหลว

     

    ไม่ว่ายังไง

    JSTP 10 ยังจะคงเป็น JSTP 10 ไม่เปลี่ยนแปลง

     

    การคัดเลือก จำเป็นต้องแบ่ง ระยะสั้น / ระยะยาว

    แต่มิตรภาพ ไม่เคยแยกว่า นี่เพื่อนระยะสั้น / นั่นเพื่อนระยะยาว

    ความฝันใฝ่ ก็ไม่เคยมี ฝันระยะสั้น / ฝันระยะยาว

     

    ความเป็นเพื่อนของเรา จะไม่จบสิ้นหลังค่ายเสร็จสิ้น

    ความตั้งใจที่จะทำงานทางวิทยาศาสตร์ของเรา ก็ไม่มีวันจบสิ้นเพียงเท่านี้ ที่นี่

     

    เรายังคงเป็นเพื่อนกันต่อ

    เราจะยังฝันต่อ และพยายามที่จะทำความฝันให้เป็นจริงต่อไป

    ไม่ว่าใครจะใช้วิธีเดิม หรือเปลี่ยนวิธีใหม่

    ขอเป็นกำลังใจ ให้ทุกคนเดินหน้าต่อ

    ไม่ว่าอนาคตจะเจออุปสรรค หรืออาจต้องเหน็ดเหนื่อยมากกว่าเดิมหลายเท่า

    หากท้อแท้ หมดกำลังใจ ขอให้เดินกลับมาที่เดิมตรงนี้

    ที่นี่ JSTP 10 มีกำลังใจรอเติมเต็มให้กับคนที่เหนื่อยล้าและอยากพัก อย่างไม่มีวันหมด

    ให้เพื่อนๆทุกคน สามารถกลับไปสู้ต่ออย่างมีพลัง

     

    อย่าสิ้นหวัง อย่าถอดใจเป็นอันขาด

    ไม่ว่าข้างหน้าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ก็ต้องเดินหน้าต่อไป

     

    Keep Moving Forward!

     

    ...ความสำเร็จรอเราอยู่ปลายทาง...
     
     
    รวมพล

    SHE (Lyrics)

     
    เพลงประกอบ Nothig Hill
     

    She
    May be the face I can't forget
    The trace of pleasure or regret
    May be my treasure or the price I have to pay
    She
    May be the song that summer sings
    May be the chill that autumn brings
    May be a hundred different things
    Within the measure of a day

    She
    May be the beauty or the beast
    May be the famine or the feast
    May turn each day into a heaven or a hell
    She may be the mirror of my dreams
    The smile reflected in a stream
    She may not be what she may seem
    Inside her shell

    She
    Who always seems so happy in a crowd
    Whose eyes can be so private and so proud
    No one's allowed to see them when they cry
    She
    May be the love that cannot hope to last
    May come to me from shadows of the past
    That I'll remember till the day I die

    She
    May be the reason I survive
    The why and wherefore I'm alive
    The one I'll care for through the rough in ready years
    Me
    I'll take her laughter and her tears
    And make them all my souvenirs
    For where she goes I've got to be
    The meaning of my life is

    She
    She, oh she

     

    March 20

    ขอบคุณ...

     

    ขอบคุณ...           ที่ต่อสู้ฝ่าฟันกับปัญหาด้วยกันตลอดมา

    ขอบคุณ...           ที่ไม่ทิ้งให้ใครต้องรับมือกับมันอย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพัง

    ขอบคุณ...           ที่เธอยังเข้มแข็งแม้ต้องผ่านเรื่องราวร้ายๆมากมาย

    ขอบคุณ...           ที่ทำให้ฉันเข้มแข็งได้เมื่ออยู่ข้างเธอ

    ขอบคุณ...           ที่ยืนหยัดอยู่ข้างกันจนถึงวันสุดท้าย

    ขอบคุณ...ความรัก             ที่ทำให้เราได้พบความสำเร็จในที่สุด

    ขอบคุณ...อุปสรรคในครั้งนี้     ที่ทำให้ฉันมองเห็นพลังแห่งมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่

    ขอบคุณ...โชคชะตา            ที่นำพาให้เราได้รู้จักกันเมื่อในอดีต

    ขอบคุณ...ทุกคน

     

    ขอบคุณ...        Science Camp ’27

     

    March 08

    สมดุลชีวิต...

    (เนื่องมาจาก blog ก่อนหน้านี้ของ Honey)

     

     

    เป็นไปได้ไหมที่จะมีคนๆหนึ่งที่...             เรียนเก่งระดับเซียน ด้วยความเข้าใจอย่างแท้จริง

    เป็นไปได้ไหมที่คนๆนั้นจะ...                              เป็นเด็กกิจกรรมที่ยอดเยี่ยม เป็นผู้นำที่ทุกคนยอมรับ

    เป็นไปได้ไหมที่คนๆนั้นจะ...                    มีความคิดละเอียดอ่อนลึกซึ้ง มีมุมมองกว้างไกล เข้าใจสิ่งต่างๆได้เป็นอย่างดีเกินกว่าคนปกติ

    เป็นไปได้ไหมที่คนๆนั้นจะ...                              สามารถวางตัวต่อสาธารณะชนได้เป็นอย่างดี ทั้งบุคลิกภาพ คำพูด น้ำเสียง ฯลฯ

    เป็นไปได้ไหมที่คนๆนั้นจะ...                    สามารถปรับตัวเข้ากับคนรอบข้างได้หลากหลายแบบ ทั้งบวกและลบ

    เป็นไปได้ไหมที่คนๆนั้นจะ...                              ไม่เคยได้รับคำวิจารณ์ในแง่ร้าย แม้ว่าสิ่งนั้นมักเกิดขึ้นเป็นปกติกับคนที่เป็นผู้นำก็ตาม

    เป็นไปได้ไหมที่คนๆนั้นจะ...                     สามารถปิดบังจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องของตนได้อย่างแนบเนียนจนดูเหมือนไม่มีเลย

    เป็นไปได้ไหมที่คนๆนั้นจะ...                              สามารถแบ่งเวลาให้ทำทุกอย่างได้อย่างที่ใจต้องการจริงๆ และทำออกมาดีทุกอย่างเสมอ (แม้ไม่ดีที่สุด)

     

    เป็นไปได้ไหมที่เราจะ...                             หาสมดุลชีวิตของเราเจอซักวันหนึ่งเช่นเดียวกับคนๆนั้น

     

    เป็นไปได้ไหมที่จะ...                                  มีคนแบบนี้อยู่ในโลกจริงๆ...

     

    คำตอบเหมือนจะเป็นคำว่า เป็นไปไม่ได้

     

    แต่ทำไม...ถึงมีบางคนที่เรารู้สึกว่าเป็นอย่างนั้นได้จริงๆ?

    เราแค่มองคนผิดไป... หรือมันพอจะมีเค้าความจริงอยู่บ้าง?

     

     

    March 06

    ไม่ใช่ใครก็ได้...

     

    ไม่ได้ขอฟ้า ได้โปรดหาใครสักคน
    หรือเหงา จึงคิดไปรักใคร
    ไม่ได้เพียง ขาดความอบอุ่น หรือแค่อ่อนไหว
    ไม่ใช่จะมีใครเพราะใกล้กัน

    แต่เธอรู้ไหม ตั้งแต่ฉันได้พบเธอ
    เพียงเจอ ไม่ถึงกับทุกวัน
    เหมือนได้เจอ กับคนพิเศษ แสนสำคัญ
    เป็นคนที่ฉัน จะยอมให้ใจ

    ไม่ใช่แค่ใครสักคน ไม่ใช่แค่ใครก็ได้
    มีเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่ตรงหัวใจ คือเธอ

    อยากให้รู้นะ ถ้าหากฉันไม่พบเธอ
    ใจคง ไม่คิดจะคบใคร
    ฉันพอใจอยู่แล้ว ทุกอย่างไม่เดียวดาย
    จนมาวันนี้มาเจอกับเธอ

    ---

    บอกเธอแบบนั้น ให้มั่นใจ ว่าฉันทำอะไร ฉันคิดก่อน
    ถ้าบอกเธอว่ารัก ให้เธอเชื่อใจ ฉันหมายความอย่างนั้น แน่นอน 

     

    February 29

    เมื่อมันไม่เคยเป็นอย่างที่คิด...

     

     

    วางแผนทำแล็บตั้งแต่ก่อนสอบ final เสร็จ เพื่อให้ทุกอย่างลงตัว

    จะได้ทำกิจกรรมทุกอย่างในช่วงมีนาได้อย่างเต็มที่ ทั้ง Science Camp และค่ายอื่น

    พยายามประคองทุกอย่าง ให้เป็นไปตามกำหนดการ

    พยายามรับผิดชอบงานทุกอย่างให้สำเร็จ ทั้งโครงงาน และค่าย

     

    ความพยายามของเรายินดีทุ่มเทให้งานโดยไม่มีขีดจำกัด แต่ความสำเร็จของงานกลับมีขีดจำกัด

    ความสำเร็จของงาน มันมีตัวแปรต้นที่มากกว่าความพยายาม

                ต้องอาศัยความร่วมมือจากคนหลายฝ่าย

                ต้องอาศัยความพร้อมของอุปกรณ์และสารเคมี

                ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญทางเทคนิค ซึ่งเราไม่ค่อยมี

                ต้องอาศัยดวง อย่างเห็นได้ชัด

     

    ตั้งแต่ final จนถึงตอนนี้ เขียนแผนใหม่ไม่ต่ำกว่า 4 ครั้ง (ทั้งที่เหลือเวลาทำแล็บไม่ถึง 2 อาทิตย์)

    ที่แผนเปลี่ยน เพราะความรู้ใหม่เพิ่มขึ้น เมื่อแผนเดิมบกพร่องอย่างร้ายแรง ก็ต้องเปลี่ยนแผน

    วางแผนเสร็จแล้ว ใช่ว่าจะเริ่มทำเองได้เลย กลับต้องรอโน่น รอนี่ วุ่นวายไปหมด

                อย่างเช่นวันนี้ เปลี่ยนชนิดอาหารเลี้ยงเชื้อจาก NA เป็น MHA

                ต้องเลื่อนการเตรียมจากวันนี้ เป็นวันจันทร์หน้า หรืออาจจะวันอังคาร

               ... เศร้าจริงๆ

     

    แต่ความเครียดไม่ช่วยอะไร

    แม้มันจะทำให้มีคนเห็นใจ แต่ไม่ช่วยให้งานดีขึ้น ไม่ช่วยให้เรารับผิดชอบงานได้มากขึ้น

     

    ดังนั้น ไม่ว่ามันจะออกมาเป็นแบบไหน

    จะทำ project ให้เสร็จทันตามกำหนด หรือจะได้ไปช่วยเพื่อนทำค่ายหรือไม่

    เราขอใช้ความพยายามอย่างสูงสุดที่ตัวเองมี

    และขอยอมรับผลที่จะตามมา ทั้งดีและร้าย

     

    ...เพราะเราพยายามมากที่สุด ได้เท่านี้จริงๆ...

     

    February 27

    ธรรมะวันละนิด ^_^

     

     

    มีกลอนธรรมะบทหนึ่งฟังครั้งแรกประทับใจมาก

    บรรยายโดยหลวงพี่เอ (พระท่านคงอนุญาตให้เผยแพร่เป็นวิทยาทาน)

     

                    อันทุกสิ่งมีสลอน on the ground.

    It’s around ตัวเราอย่าเมาหลง

    Everything เป็นสิ่งไม่ยืนยง

    มันก็คงสูญสิ้น in one day.

     

     

    ไม่ใช่แค่ตลก แต่มีความหมาย...

    ทุกสิ่งล้วนเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

                    เมื่อมีสบาย จึงเกิดไม่สบาย

    เพราะรู้ว่าอะไรคือสบาย จึงรู้ว่าอะไรคือไม่สบาย

    ถ้าไม่มี สบาย แต่แรก ก็คงไม่รู้ว่ามี ไม่สบาย

                    ความไม่มี เป็นความสุข

    ความไม่มีในที่นี้ คือ ไม่มี สบายและไม่มี ไม่สบาย

    จึงมีคำกล่าวที่ว่า

                                    สุดท้าย... คือความว่างเปล่า

     

                    คิดถึง อดัมกับอีฟ ที่ก่อนกินผลไม้ต้องห้าม ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับการไม่ใส่เสื้อผ้า

    พระเจ้าประทานชีวิตที่ดีที่สุดแก่มนุษย์ คือความไม่มีอะไรเลย

    ไม่มีวัตถุ ไม่มีความรู้สึกละอาย ไม่เกิดอารมณ์

    ...จึงไม่เกิดสุข ไม่เกิดทุกข์...

                    แต่เมื่ออดัมกับอีฟ ละเมิดคำสั่งพระเจ้า กินผลไม้ต้องห้าม

    ทำให้เกิดความทุกข์จากการไม่มีสิ่งปกปิดร่างกาย ก็ต้องแสวงหาสิ่งปกปิดร่างกาย เพื่อความสุข

    มนุษย์เริ่มมีสุข มีทุกข์ตั้งแต่นั้น...

    ก่อเกิดเป็นกิเลส ซึ่งไม่อาจปัดออกจากใจมนุษย์ได้จนถึงบัดนี้...

     

     

    ...สงสัยว่า พระเจ้าสร้างผลไม้ต้องห้ามขึ้นมาด้วยเหตุใด?... ^^

     

     
     
    February 23

    การเดินทางกับกำแพง

     

     

    เรื่องสมมุติมีอยู่ว่า

                ถ้าเรากำลังเดินทาง...

                    ระหว่างทาง ก็มีกำแพงเล็กๆขวางทางเราอยู่ ...เราปีนข้ามมันไป

                    เมื่อปีนข้ามได้แล้ว เดินต่อมาพักหนึ่ง ก็พบอีกกำแพงหนึ่งขวางอยู่

                    ...เราก็พยายามปีนข้ามมันไป

                    หลังจากที่ปีนข้ามกำแพงที่ 2 ก็มีกำแพงที่ 3, 4, 5, ... โผล่มาขวางทางอยู่เรื่อยๆ

                    ปีนผ่านมาได้เป็นร้อยๆกำแพง เราก็พบว่า กำแพงหลังๆนั้นสูง และปีนข้ามยากขึ้นเรื่อยๆ

                    ...ไม่มีทีท่า ว่าเมื่อไหร่กำแพงจะหมดไปจากทางเดิน

                    ...ดูเหมือนมันไม่มีวันหมดสิ้น ดูเหมือนถ้าเราเดินต่อ เราก็จะต้องเจอกำแพง กำแพง และกำแพง

                    ที่สูงขึ้น สูงขึ้น และสูงขึ้น

                    กว่าจะปีนได้แต่ละครั้ง ก็ต้องเหนื่อยมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ

     

    คำถามมีอยู่ว่า

                    เราจะเดินต่อไป หรือจะหยุดดี?

     

    ........

    มันเป็นคำถามที่เราเคยถามตัวเองไม่รู้กี่ครั้ง

    ยังไม่เคยมีคำตอบที่พร้อมเหตุผลชัดเจนกระจ่างแจ้งให้ตัวเองสักครั้ง

                แต่เราก็เลือกที่จะเดินต่อ และเดินต่อมาเรื่อยๆ

                    โดยสัญชาตญาณ หรือจิตใต้สำนึก มันบอกให้เดินต่อไปเรื่อยๆ

    ไม่มีประโยชน์ที่จะหยุดก้าว (แต่อาจหยุดพักให้หายเหนื่อยเป็นบางครั้ง)

    จึงเดินต่อไป ให้มีโอกาสลุ้นว่าอาจจะคุ้มค่าก็ยังดี

     

     

    กำแพง-2 

     

     

    ชีวิต...

     

     

    ชีวิต...ช่างน่าเศร้า

    ถ้าเอาความเศร้าของทุกชีวิตบนโลกมารวมกัน และเปิดเผยให้ทุกคนได้เห็น

    มันคงจะสลดหดหู่ และเศร้าจนเกินกว่าจิตใจของมนุษย์คนใดจะเข้มแข็งทนมองดูมันต่อไป

    ความเศร้าที่เกินคำบรรยายนั้น คงทำให้ค่อยๆมีคนตรอมใจตายไปทีละคน ทีละคน

    เพราะทนมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความเศร้าเช่นนั้นไม่ไหว

    ดีแล้ว ที่ความเศร้าถูกแยกออกจากกันไป และแต่ละส่วนก็ถูกซ่อนไว้ในส่วนลึกของหัวใจคนบางคน

    ไม่ว่าแต่ละคนจะมีความเศร้ามากมายแค่ไหน...

     

    ชีวิต...ก็ต้องดำเนินต่อไป

    เปรียบเสมือนการเดินทางไกล บนถนนที่ไม่รู้จะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน

    แม้มีกำแพงน้อยใหญ่มาขวางไว้ ให้ต้องเหนื่อยมากขึ้น

    มีเพื่อนร่วมทางเดินที่วิ่งมาชน ผลัก หรือทำให้ล้มคะมำ ทั้งที่เจตนาและไม่เจตนา

    มีท้องฟ้า ที่บางเวลาแดดจัด บางเวลาพายุโหมพัด ฝนตกฟ้าคะนอง

    มีก้อนหินและพื้นดิน ที่สร้างรอยขรุขระให้เดินได้ไม่สะดวก

     

    ...เราก็ต้องเดินต่อไป

    เพราะการเดินทางต่อ คือการสร้างโอกาส ที่จะรอดพ้นจากอุปสรรคเหล่านี้

    การเดินทางต่อ คือการสร้างโอกาส ที่จะเห็นสถานที่ที่ปราศจากกำแพงหิน อากาศอบอุ่นสบาย

    พื้นปูด้วยพรมหญ้า และเพื่อนร่วมโลกที่เอื้ออาทร

    การสร้างโอกาส ไม่ได้แปลว่า จะพบความสำเร็จอย่างแน่นอน

    แต่ถ้าไม่สร้างโอกาส ก็จะ ไม่มีวันพบความสำเร็จ 

     

    นี่คือเหตุผล...ที่ทุกชีวิตต้องเดินต่อไป

     

    ข้อคิดสำหรับผู้นำ …เรื่องราวยุคเลียดก๊ก

     

     

     

    เนียมพัวเป็นแม่ทัพที่เชี่ยวชาญการศึก เลี่ยงเซียงยู้เป็นสมุหนายก

    เนียมพัวเหยียดหยามว่าเลี่ยงเซียงยู้สู้รบไม่เป็น

    มีคนนำเรื่องนี้ไปบอกเลี่ยงเซียงยู้ เลี่ยงเซียงยู้กล่าวว่า

     

     

    ......................

    เคยลองคิดอยู่นานว่าเลี่ยงเซียงยู้จะตอบว่าอย่างไร

    แล้วคำตอบนั้นก็ทำให้รู้สึกอึ้งไป คงเหมือนกับที่เนียมพัวอึ้งในตอนนั้น

    ......................

     

     

     

                    ข้าฯไม่เคยคิดถือโทษโกรธเคืองแม่ทัพเนียมพัว

    เพราะชาติเรามีความมั่นคงเพราะมีเนียมพัวที่กล้าหาญทำหน้าที่ป้องกันประเทศชาติ

    ส่วนราชการภายในมีข้าฯช่วยบริหารบ้านเมือง

    แม้นเราสองคนผิดใจกัน ประเทศชาติเราคงจะต้องสูญสิ้น

     

                    เมื่อทราบเรื่องนี้ เนียมพัวละอายใจและสำนึกผิด

    จึงใช้เชือกพันธนาการตัวเอง มาขอขมาโทษต่อเลี่ยงเซียงยู้

     

     

    .......................................................................................................

    ...เมื่อไหร่นักการเมืองไทยจะคิดได้อย่างงี้บ้าง...

     
     
    February 19

    สอบเสร็จแล้ว…

     

    ไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเท่าไหร่เลย เป็นปิดเทอมที่ไม่ใช่ปิดเทอมเลย

     

    มันอาจเป็นเรื่องปกติสำหรับบางคน และมันเคยเป็นเรื่องปกติสำหรับเรา

    ...แต่ไม่ใช่ตอนนี้

    ไม่ใช่อีกต่อไป ตั้งแต่เสียแม่ไป...

     

    เมื่อก่อนเคยมีเป้าหมาย งานคือสิ่งสำคัญที่สุด เพราะงานคือเรื่องส่วนรวม ครอบครัวเป็นเรื่องรอง

     

    แต่ห้าปีที่แล้ว เรารู้ซึ้งแล้วว่ามันเป็นความผิดพลาด พลาดอย่างเลวร้ายที่สุด พลาดอย่างเอาคืนไม่ได้

    ถ้าไม่เสียแม่ไปก่อน คงไม่ให้ความสำคัญกับพ่อ กับครอบครัวขนาดนี้

    นี่ขนาดให้ความสำคัญ เทอมหนึ่งกลับบ้านไม่ถึง 3 ครั้ง

     

    ตอนเข้าปีหนึ่งใหม่ๆ พยายามปฏิเสธกิจกรรมทุกอย่าง อย่างที่ที่บ้านอยากให้ทำ

    แต่พยายามอยู่พักหนึ่ง ก็รู้แล้วว่ามันไม่ใช่เรา  คงทำอย่างนี้ต่อไปไม่ได้

     

    แต่จะให้ลุยหนักอย่างเมื่อก่อน ก็ไม่ไหว

    เนื่องจากความสามารถไม่ถึง ทำให้เสียเรียน เสียสุขภาพ

    เราจึงต้องแสวงหา สมดุลของชีวิต ที่เราปรารถนา

     

    แต่นี้ต่อไป สิ่งสำคัญที่สุดคือครอบครัว สิ่งสำคัญรองลงมา คืองานและความฝันทั้งหมด

    เราจะพยายามประคอง ให้มันไปด้วยกัน

     

    แต่ปิดเทอมนี้สิ... เศร้าจริงๆ

    Project JSTP ที่เหลืออีกเกือบครึ่ง ต้องทำให้เสร็จภาย 28 มีนานี้ก่อนนำเสนอครั้งสุดท้าย

    แต่ก่อนจะถึง 28 กลับมีอีก 3 ค่ายที่ขาดไม่ได้

                    ค่ายแรก คือ Science camp ที่ตั้งแต่มาเป็นน้องค่าย (ม.4) ยังไม่เคยขาดเลยซักปีเดียว

                    ค่ายสอง คือ พสวท. ยุพราช ที่เหมือนเป็นหน้าที่ ถ้าไม่ไปคงรู้สึกผิด

                    ค่ายสาม คือ พสวท. ทั่วประเทศ ที่เป็นกฎว่าต้องไป

    มีนาคมนี้ เป็นเดือนแห่งความวุ่นวายจริงๆ

     

    รู้สึกเครียด แต่ก็ควบคุมมันได้

    เราเชื่อมั่น...ในการตัดสินใจของตัวเอง

     

    I keep moving forward!

     

    บันทึกเมื่อนานมาแล้ว

    นึกถึงช่วงก่อน ที่เอา The Lord of the Rings มาดูซ้ำๆ
     

    Frodo&Sam

     

    The lord of the rings III

     

    พวกเขาไม่มีความหวัง พวกเขาประสบความทุกข์ยาก ความกลัว และความกังวลยิ่งกว่าเราตอนนี้เสียอีก

     

    ถ้าไม่ต้องออกรบ ก็ต้องทรมานใจแสนสาหัส

    เช่น    ฟาราเมียร์

    พิพพินที่ร้องเพลงให้เดเนธอร์ฟัง

    โฟรโดที่ไม่ได้ต้องการต่อสู้กับอะไรเลย

    โลกนี้มีทั้งคนเลวที่โง่อย่างกอลลัม

    และคนฉลาดที่หลงคิดว่าตัวเองทำถูกต้อง จนสร้างความเดือดร้อนให้ผู้บริสุทธิ์

    นั่นไม่ใช่ความฉลาดที่แท้จริง

    ในความหวั่นไหว ต้องฝืนระดมความกล้าหาญ

    อารากอร์นต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวก่อนจะมาเจอพวกพ้อง ถ้าเขายอมแพ้แต่แรก

    คงไม่มีคณะเดินทางทั้งเก้า ไม่มีชัยชนะในตอนจบ

     

    Elrond : I give hope to men.

    Aragorn : I keep none for myself.

            อุปสรรครุมล้อม แต่กษัตริย์ยังไม่ทิ้งประชาชน

     

    เดเนธอร์ : รีบหนีเอาตัวรอด!

    มิธรันเดียร์ : เตรียมตัวสู้ศึก!

     

    gandulf2

     

            ในขณะที่แซมทำทุกอย่างได้เพื่อโฟรโด ต้องถูกกอลลัมทำลายน้ำใจ

    โฟรโดแทบจะถูกแหวนครอบงำ แต่จิตใจดีที่ยังเข้มแข็ง บอกกอลลัมว่า ข้ากลับไม่ได้

    เมื่อหลงในถ้ำของแมงมุม จึงนึกถึงแซม

     

            เพื่อคนที่จงรักภักดีสักคน เขาจะเข้าใจเราผิดแล้วเราจะใส่ใจอะไรกับเขา

    แซมลงมาจนถึงตีนเขา พบเศษขนมปังที่กอลลัมทิ้งลงมา

    ความทุกข์ยากแสนสาหัสตอนนั้นของแซม หนักหนากว่าเราตอนนี้มากนัก

    แล้วทำไมยังกลับเข้าไปในหนทางที่ยากลำบากและมืดมนเพื่อช่วยโฟรโด?

    แล้วเรา...จะฝ่าฟันได้เท่านี้หรือ? มัวแต่อ่อนแออยู่ เทียบไม่ได้กับใครในเรื่องเลยแม้แต่พิพพิน

     

    ในขณะที่ติดใยแมงมุม ยังต้องดิ้นรนหาทางรอด

    ในขณะที่ทัพกอนดอร์หมดหวัง แกนดัล์ฟยังคงคุมศึก

    ทหารยังคงสู้ต่อเพื่อเมืองของพวกเขา

            พวกเจ้าคือทหารแห่งกอนดอร์ ใครบุกเข้ามาพวกเจ้าจงยืนหยัด

    หากเรายืนอยู่ตรงนั้นจะทำอย่างไร?

    หากยืนอยู่บนกำแพง มองดูเหล่าทหารสู้รบ เราก็จะร้องไห้ เหมือนตอนที่เราดูหนัง

    เราจะคิดได้ยิ่งกว่าคนอื่น ว่าทำไม เหตุใด... เราจะซาบซึ้งยิ่งกว่าคนอื่น...

    เราจะยืนซาบซึ้งอยู่บนกำแพง ร้องไห้อยู่บนกำแพง เท่านี้เองหรือ?

    เราทำได้เท่านี้เองหรือ?

    เราสู้แม้กระทั่งทหารเบื้องล่างที่ดีแต่กำลังไม่ได้ด้วยซ้ำ

    เราต้องทำ เราต้องลงมือ จึงจะช่วยพวกเขาได้

    เราช่วยคนแค่คิดไม่ได้ ต้องลงมือทำ!

     

            แซมกอดร่างโฟรโดร้องไห้ แต่เมื่อสตริงเปล่งแสง ก็ยังรู้ว่าต้องรักษาชีวิตรอด และแหวน...

     

            เมอร์รี่ที่ไม่เคยออกสนามรบก็ต้องสู้รบ

    เอโอวีนช่างเข้มแข็ง เธอยืนหยัดอุดมการณ์ได้จนนาทีสุดท้ายแห่งสงคราม แม้จะผิดหวัง รู้ซึ้งถึงความหวังที่พังทลายจากอารากอร์น แต่ก็ยังสู้อยู่เหมือนชายชาตินักรบ เพื่ออาณาจักรของเธอ

     

    ภารกิจคือการทำลายแหวน คือการทำเพื่อคนอื่น ไม่ใช่เพื่อตัวเอง เราคาดหวังการกลับบ้าน เพื่อตัวเรา

    ทว่า ถ้าในที่สุดแล้วไม่อาจทำเพื่อตัวเองสำเร็จ ก็ต้องดิ้นรนทำเพื่อคนอื่นให้สำเร็จเป็นอย่างน้อย

    เราจึงเห็นวีรบุรุษต้องตายในสนามรบ ...ไม่จำเป็นต้องกลับถึงบ้าน ชีวิตของพวกเขา มีคุณค่าสูงสุดตรงนั้นแล้ว

     

            โฟรโดครอบครองแหวนอยู่ เขารอดตายแน่หากยอมเป็นพวกกับเซารอน ไม่จำเป็นต้องฝ่าฟันแสนสาหัสขนาดนั้นเพื่อขึ้นไปบนภูมฤตยู เป้าหมายตอนนั้นขอแค่ทำภารกิจเพื่อคนอื่น

     

            กองทัพกอนดอร์ถูกล้อม ไม่มีทางชนะ แต่พวกเขายังยืนหยัดสู้ ผู้นำ ต้องปลุกขวัญทหาร มิใช่มัวแต่คิด... เพื่อโฟรโด กษัตริย์วิ่งนำไปข้างหน้าเพื่อสู้

     

    rotk_sam_800

     

            แซม ข้าแบกภาระแทนท่านไม่ได้ แต่ข้าแบกท่านไปได้...

    คนที่ต้องการช่วย ไม่ว่าอย่างไรก็จะหาทางช่วยให้ได้ คนที่ต้องการทำดี ไม่ว่าจะมีอุปสรรคแค่ไหน ก็จะหาทางทำดีให้ได้

     

            หากไม่ยืนหยัดสู้อย่างโดดเดี่ยวในตอนแรก จะมีโอกาสพบพันธมิตรที่ปลายทางหรือ ความหวังมากมายเกิดขึ้นเมื่อใกล้ตอนจบ นกอินทรีย์ยังตัดสินใจมาช่วยมวลมนุษย์โลก

     

            แม้แต่ฮอบบิทตัวเล็ก ๆ ที่ไม่ต้องมีจิตนึกคิดละเอียดนักหนา ก็เป็นวีรบุรุษของโลกได้ ทุกคนจะต้องยืนหยัดให้นานที่สุดเพื่อความสำเร็จ คนที่ยอมอ่อนแอ จะอยู่จนได้เห็นความงามตอนสุดท้ายได้อย่างไร

     

            สหายข้า เจ้าไม่ต้องก้มหัวให้ใคร แม้ชาวไชร์จะไม่ได้รับรู้เกี่ยวกับวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่ของฮอบบิททั้งสี่เลย แต่จะสำคัญอะไร ความสุขอยู่ที่ใจของพวกเขาและเหล่ามิตรสหายก็เพียงพอแล้ว

     

            โฟรโดไม่ได้มีร่างกายสูงใหญ่ พรั่งพร้อมสติปัญญาและความเก่งกาจดังเช่นอารากอร์น ไม่มีฐานะอันยิ่งใหญ่ติดตัวมาแต่กำเนิด แต่เขาเป็นวีรบุรุษได้ เพราะจิตใจที่ดีงามนั้น สิ่งเดียวที่ทำให้โฟรโดเหมาะสมจะเป็นพระเอกของเรื่องมากที่สุดคือ หัวใจ

            ...เป็นคุณสมบัติเดียวที่ทำให้คนที่หน้าตาดีที่สุดอย่างเลโกลัส คนที่เชื้อสายสูงส่งอย่างอารากอร์น หรือคนที่เก่งกาจที่สุดอย่างแกนดัล์ฟ ไม่อาจเป็นตัวเอกแทนได้...

     

     

    I am growing...

     

     

    วันนี้ไม่มีอารมณ์อ่าน Lab Physics

     

    Space error บ่อยมาก เราก็ยังจะเล่นกับมันอยู่

     

    ตั้งแต่เข้ามหาลัยมาเกือบ 1 ปี รู้สึกว่าเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมากๆ

    ประสบการณ์หลายๆอย่างที่ไม่เคยเจอ ก็ได้มาเจอ และฝึกปรับตัวเข้าหามันที่นี่

     

    ทั้งเพื่อนเก่า เพื่อนใหม่ มีปัญหาที่ไม่คาดคิดหลายอย่าง ทำให้เรารู้จักคน เข้าใจคนมากขึ้น

                ความสมหวัง และผิดหวังที่ได้รับ ล้วนมีผลบวก เสริมให้เราเป็นคนที่สมบูรณ์มากขึ้น

    ปัญหาบางอย่าง ร้ายแรงถึงขั้นคอขาดบาดตาย เราก็ได้ฝึกข่มใจ เข้มแข็งท้าทายมัน

    ประสบการณ์ JSTP ไม่ได้สอนแค่ ทำ LAB ให้เก่งต้องทำยังไง

                    แต่ยังได้เปิดตา มองเห็นผู้คนในวงการที่เราใฝ่ฝันจะเข้ามาทำงาน ว่าไม่ได้เป็นอย่างที่เคยวาดฝัน

                    ฝึกปรับตัว เข้ากับคนที่มีแนวคิดคนละแบบ วิถีชีวิตคนละแบบ แต่ต้องทำงานร่วมกัน

                    ฝึกให้กล้า เข้าหาคนที่เค้าไม่ได้เข้าหาเราก่อน ยิ้มทักก่อน นับถือเค้าก่อนที่เค้าจะนับถือเรา

    ฝึกมองโลกในแง่ดี ฝึกปรับเปลี่ยนทัศนคติของตัวเองต่อคนอื่น และต่อปัญหาที่เกิดขึ้น

    ได้เจอคนเก่งหลากหลายแบบ ทุกคนมีข้อดีที่โดดเด่น และบางอย่างที่บกพร่อง

    แถมยังได้น้องสาวที่แสนดี เพิ่มมาอีกคนหนึ่ง กับมิตรภาพที่ดีใน JSTP มอชอ

    ความฝันบางอย่างก่อนมาที่นี่ พังทลายเพราะสาเหตุบางประการ

                    แต่อีกหลายความฝันยังอยู่ และอีกหลายอันที่เกิดขึ้นใหม่ รอให้เดินไปหามัน

     

     

    แม้มีอุปสรรคหมื่นแสนรออยู่ หรือคอยต่อต้านขวางกั้นไม่ให้เดินต่อ จนบางครั้งต้องถอย

                    แม้การเจอปัญหาบ่อยๆ จะทำให้ประสิทธิภาพการเดินทางลดลง หกล้มอยู่บ่อยครั้ง

                                    แม้ต้องใช้ความพยายามอย่างหนัก แต่ผู้คนรอบข้างกลับไม่เข้าใจเจตนาของเราเลยซักนิด

                                                    แม้ต้องแลกความสำเร็จด้วยล้านหยดน้ำตา

    ก็จะขอตั้งปณิธานกับตัวเอง จะเดินต่อไปจนถึงเป้าหมาย จะไม่ล้มเลิกความตั้งใจง่ายๆ

                จะไม่ทิ้งความฝัน และไม่มีวันทิ้งอุดมการณ์ที่มี

                                    รวมทั้ง จะไม่ทิ้งพ่อกับพี่ชายที่ช่วยให้เราเดินได้ และคอยประคองเมื่อเราหกล้มเสมอมา

                                                    ...จะเดินต่อไป โดยมีแม่เป็นกำลังใจ...

     

     

    February 15

    but...

     
    เวลาที่เรายิ้มไม่ออก

           ยิ้มรับกับปัญหาไม่ออก

                  นึกถึงสิ่งที่ทำให้ยิ้มไม่ออก

                         เราจะทำไงดี??.....

    To begin

     
    เกือบ 1 ปีเต็ม ๆ ที่ไม่ได้เขียนอะไรลงในไดอารี่
     
    วันนี้ ต้องย้ำข้อความสำคัญ
     
    "ทุกๆปัญหามีทางออก"
                 มีทางออกจริงๆ
     

    สำหรับปัญหาที่เลวร้ายสุด ๆ

         ปัญหาที่ทางแก้มีเพียงต้องย้อนเวลาเท่านั้น

    ทางออกคือ ปล่อยมันไป

         ตราบใดยังมีชีวิตอยู่

    ปัญหานั้นก็ไม่ถือว่าเลวร้ายเกินกว่าจะยิ้มให้มัน

         ขอเพียงเรา Keep moving forward!

    ปัญหาก็จะค่อย ๆ มีอิทธิพลน้อยลง ๆ...

         จนหายไปจากชีวิตในที่สุด...

     

     

    ...แต่เราต้องพร้อมรับปัญหาใหม่อยู่เสมอ

           ไม่ว่าปัญหาเก่าจะคลี่คลายไปแล้วหรือไม่ก็ตาม...