Angelic Heart 的个人资料A Little Corner of Ideal...照片日志列表更多 工具 帮助

日志


9月17日

การตัดสินความเสียสละ

(ถึง เพื่อน พี่ และน้อง ที่มีอุดมการณ์เดียวกันทุกคน)

 

จากเรื่องจริงที่เกิดขึ้น หลายคนเสียความรู้สึกกับน้อง หลายคนเสียความรู้สึกกับเพื่อน หลายคนเสียความรู้สึกกับบางองค์กร

แต่สิ่งหนึ่งที่คนอย่างเอมอดคิดไม่ได้คือ เราสามารถโทษว่าคนที่ไม่ให้ความร่วมมือได้หรือไม่

 

เอมกล้าพูดว่า ตัวเองเป็นคนที่รักงานมากที่สุดคนหนึ่งในคณะนี้ และแลกเวลาที่จะทำประโยชน์ให้ตัวเองหรือครอบครัวนับครั้งไม่ถ้วนมาทำงานให้คนอื่น...

แต่เอมไม่กล้าตัดสินว่าคนที่ทำตรงข้ามกับเอมเป็นคนเลวร้าย เห็นแก่ตัว

 

ถ้าหากเอมเป็นคนที่ปฏิเสธค่ายนี้ ด้วยเหตุผลว่า จะกลับบ้าน (เหมือนที่พ่อและตัวเองเรียกร้องอยากทำแทบตาย)

จะมีใครเข้าใจไหมว่า “เหตุผลของเรามันจำเป็นมากขนาดไหน”

เพื่อนก็คงบอกว่า “เราก็ไม่ได้กลับเหมือนกัน” , “พ่อแม่เราก็อยากให้เรากลับเหมือนกัน” ...แต่เรายังเสียสละเลย

จำเป็นไหมที่เพื่อนต้องเสียสละพ่อแม่เหมือนที่เราเสียสละ?

 

ความจริง การที่เอมไม่กลับบ้าน อาจถึงขั้นทำให้พ่อเครียดมาก การที่เอมปฏิเสธที่จะกลับบ้านในวันหยุดเพื่อทำงานบ่อยๆ อาจทำให้พ่อมีความเครียดสะสม จนทำให้พ่ออายุสั้นลงก็ได้ (ไม่ได้แช่ง แต่ความจริงเป็นอย่างงั้นจริงๆ)

คนอื่นที่ไม่เคยเสียแม่ไปเหมือนกับเอม จะเข้าใจไหมว่าการสูญเสียคนที่เรารักมันมีโอกาสเกิดขึ้นง่ายแค่ไหน?

ทุกคนต่างมีพ่อแม่รอให้กลับบ้านเหมือนกัน แต่แน่ใจหรือว่าพ่อแม่ทุกคนจะเสียใจเท่ากันถ้าลูกไม่ได้กลับบ้าน?

 

เหตุผลธรรมดาๆ แค่ “จะกลับบ้าน” มันอาจมีความหมายถึงการยืดชีวิตของคนที่เรารักเลยก็ได้

แต่จะมีใครเข้าใจความยิ่งใหญ่ของมันไหม?

ถ้าเอมไม่ไปค่ายเพราะจะกลับบ้าน จะมีไหมคนที่ไม่ประณาม ไม่โทษว่า แต่ให้อภัย และเข้าใจ?

 

ใครจะรู้ว่าคนอื่น ที่ไม่ไปค่ายเพราะเหตุผลง่ายๆบางเหตุผล (เช่น กลับบ้าน หรือเหตุผลอื่นก็ตาม) เค้าอาจเป็นลูกที่กตัญญูที่สุด หรือได้เลือกทางที่ดีที่สุดสำหรับทุกอย่างแล้วก็ได้...

 

เพราะคนเรามีความจำเป็นส่วนตัวที่แตกต่างกัน

..เราจะใช้อะไรตัดสิน ว่าใครเสียสละ หรือเป็นคนดีที่แท้จริง??...

 

9月15日

เราบ้าหรือเปล่า?

 

เมื่อมีเวลาได้สำรวจตัวเอง สำรวจคนอื่น ก็เกิดความไม่เข้าใจที่หาทางเข้าใจไม่ได้ซะที

ยิ่งหันไปมองคนรอบข้าง แล้วหาคนที่รู้สึกเหมือนกันไม่เจอ ยิ่งระแวงว่า เราบ้าไปหรือเปล่า?

               

ตลอด 1 ปีครึ่งที่เรียนมหาลัย ความรู้แทบไม่มีอยู่ในหัว เนื้อหาในตำราเรียนผ่านมาแล้วผ่านไป ในสมองเราบรรจุแต่เรื่องงาน งาน และงาน จดจำทุกกิจกรรมที่ผ่านเข้ามาในชีวิตนักศึกษา แย่งเนื้อที่จุความรู้ในสมองไปหมด ...เราบ้าหรือเปล่า?...

                เวลาเรียนไม่เข้าใจ ความคิดที่จะ fight อ่านหนังสือเกิดขึ้น 5 นาที เวลาทำงานไม่ก้าวหน้า ความคิดที่จะแก้ปัญหาอยู่ได้นานเป็น 5 วัน  ...เราบ้าหรือเปล่า?...

            ตั้งแต่เข้ามหาลัยมา แม้คะแนนไม่ดี ยังไม่เคยเครียดกับเรื่องเรียน แต่งานกลับทำให้เราเครียดได้ข้ามเดือนข้ามปี  ...เราบ้าหรือเปล่า?...

แต่ละเทอมเหมือนมาเพื่อทำกิจกรรม 3 เดือน เรียนหนังสือและสอบอีก 3 สัปดาห์  ...เราบ้าหรือเปล่า?...

            เรารู้ว่าเรียนสำคัญที่สุด เรารู้ว่ากิจกรรมสำคัญเป็นรอง ในช่วงเวลาวิกฤตที่เรียนกับงานมาชนกัน ทำไมใจเรามันเอนเอียงมาทางงานตลอดเวลา ทั้งที่ทำงานเครียดกว่าอ่านหนังสือ เรายังอยากแต่จะทำงาน  ...เราบ้าหรือเปล่า?...

 ทักษะการทำงานเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล แต่ทักษะทางการเรียนคงที่ไม่ก้าวหน้า ใช้ชีวิต 1 ปีครึ่งมายังไงให้ได้อย่างงี้  ...เราบ้าหรือเปล่า?...

 

เราไม่ใช่คนไม่ตั้งใจเรียน แต่ทำไมเราตั้งใจทำกิจกรรมมากกว่า ไม่เข้าใจตัวเอง

กิจกรรมเป็นเรื่องส่วนรวมก็จริง การเรียนก็เป็นเรื่องส่วนรวมเหมือนกัน เราก็รู้ถึงความจริงข้อนี้

เราต้องวิ่งตามความฝัน (ตอนนี้เดินตามอาจไม่ทัน) ความฝันของเรามีการเรียนเป็นสารตั้งต้น กิจกรรมเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ถ้าขาดตัวเร่ง ปฏิกิริยาจะเกิดช้ามาก ถ้าขาดสารตั้งต้น ปฏิกิริยาจะไม่เกิดเลย

 

ความจริงแล้วเราก็มีความสุขดีกับทุกวันนี้ แทบไม่เคยลังเลกับสิ่งที่ตัวเองเลือกแล้ว แต่ผลลัพธ์บางอย่างที่น่าเสียใจ ทำให้เราต้องคิดทบทวนให้ดี

                เราทุ่มเทให้งานอย่างยาวนาน รู้สึกว่าสามารถมองงานอย่างละเอียดอ่อนมากขึ้นมากๆ รอบคอบกว่าเดิม และเห็นปัจจัยต่างๆเชื่อมโยงกันมากกว่าเดิม จนรู้สึกว่ามันเป็นผลลัพธ์ที่พิเศษ skill การทำงานเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะในเชิงการคิด

                พอมันเพิ่มสูงมากไป ก็เริ่มไม่สามารถอธิบายให้ใครเข้าใจอย่างที่เราเข้าใจ ความสามารถในการถ่ายทอดเริ่มตามไม่ทันความคิด ในการทำงานเป็นทีม skill ที่เพิ่มมากไปไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา

                ตรงกันข้ามกับเรื่องเรียน ที่เราเริ่มคุยกะเพื่อนไม่รู้เรื่อง เพราะไม่รู้ความรู้อยู่ในหัว รู้สึกว่าเป็นนักศึกษาที่ไม่คุ้มค่ากับการมาเรียน skill ด้านนี้ถูกเพื่อนทิ้งห่างมากเกินไป เราไม่ต้องการแข่งกับใคร แต่สมควรรู้ตัวเองว่ามีคุณค่าสำหรับการเป็นนักศึกษาที่รับทุนมาเรียนแค่ไหน

                บางคนวัดความสำเร็จของการเรียนจากคะแนน แต่สำหรับเรามันไม่ใช่ มีเพียงตัวเองที่วัดความสำเร็จของตัวเองได้ เราเท่านั้นที่รู้ตัวว่าตอนนี้เรามีความรู้อยู่หรือไม่มีอยู่ สำหรับเราซึ่งรู้ตัวว่าแทบไม่มีเลยจึงรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวในด้านนี้

 

                ...เราต้องแบ่งเนื้อที่ในสมองบางส่วนที่บรรจุเรื่องงาน  มาใส่เรื่องเรียนเข้าไปบ้าง ให้กลายเป็นความรู้ในระยะยาวเหมือนที่เราจดจำประสบการณ์ทำงานได้อย่างยาวนาน ซึ่งคงทำไม่ได้ถ้าเรายังทำงานมากขนาดนี้ ปัญหาใหญ่ไม่ใช่เวลาที่เสียไป แต่เป็นแรงดึงดูดของงาน ยิ่งทำมากใจเรายิ่งจดจ่อกับงานเหล่านั้นมากและดึงความคิดออกจากมันไม่ได้ เราต้องยอมปล่อยวางงาน เพื่อเปิดโอกาสให้ใจมาจดจ่อกับเรื่องเรียนบ้าง พัฒนา skill ในการเรียนให้มากขึ้นกว่านี้ หทัยทิพย์เอยย ถ้าไม่เริ่มตอนนี้จะรอถึงเมื่อไหร่?...