Angelic Heart's profileA Little Corner of Ideal...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    February 29

    เมื่อมันไม่เคยเป็นอย่างที่คิด...

     

     

    วางแผนทำแล็บตั้งแต่ก่อนสอบ final เสร็จ เพื่อให้ทุกอย่างลงตัว

    จะได้ทำกิจกรรมทุกอย่างในช่วงมีนาได้อย่างเต็มที่ ทั้ง Science Camp และค่ายอื่น

    พยายามประคองทุกอย่าง ให้เป็นไปตามกำหนดการ

    พยายามรับผิดชอบงานทุกอย่างให้สำเร็จ ทั้งโครงงาน และค่าย

     

    ความพยายามของเรายินดีทุ่มเทให้งานโดยไม่มีขีดจำกัด แต่ความสำเร็จของงานกลับมีขีดจำกัด

    ความสำเร็จของงาน มันมีตัวแปรต้นที่มากกว่าความพยายาม

                ต้องอาศัยความร่วมมือจากคนหลายฝ่าย

                ต้องอาศัยความพร้อมของอุปกรณ์และสารเคมี

                ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญทางเทคนิค ซึ่งเราไม่ค่อยมี

                ต้องอาศัยดวง อย่างเห็นได้ชัด

     

    ตั้งแต่ final จนถึงตอนนี้ เขียนแผนใหม่ไม่ต่ำกว่า 4 ครั้ง (ทั้งที่เหลือเวลาทำแล็บไม่ถึง 2 อาทิตย์)

    ที่แผนเปลี่ยน เพราะความรู้ใหม่เพิ่มขึ้น เมื่อแผนเดิมบกพร่องอย่างร้ายแรง ก็ต้องเปลี่ยนแผน

    วางแผนเสร็จแล้ว ใช่ว่าจะเริ่มทำเองได้เลย กลับต้องรอโน่น รอนี่ วุ่นวายไปหมด

                อย่างเช่นวันนี้ เปลี่ยนชนิดอาหารเลี้ยงเชื้อจาก NA เป็น MHA

                ต้องเลื่อนการเตรียมจากวันนี้ เป็นวันจันทร์หน้า หรืออาจจะวันอังคาร

               ... เศร้าจริงๆ

     

    แต่ความเครียดไม่ช่วยอะไร

    แม้มันจะทำให้มีคนเห็นใจ แต่ไม่ช่วยให้งานดีขึ้น ไม่ช่วยให้เรารับผิดชอบงานได้มากขึ้น

     

    ดังนั้น ไม่ว่ามันจะออกมาเป็นแบบไหน

    จะทำ project ให้เสร็จทันตามกำหนด หรือจะได้ไปช่วยเพื่อนทำค่ายหรือไม่

    เราขอใช้ความพยายามอย่างสูงสุดที่ตัวเองมี

    และขอยอมรับผลที่จะตามมา ทั้งดีและร้าย

     

    ...เพราะเราพยายามมากที่สุด ได้เท่านี้จริงๆ...

     

    February 27

    ธรรมะวันละนิด ^_^

     

     

    มีกลอนธรรมะบทหนึ่งฟังครั้งแรกประทับใจมาก

    บรรยายโดยหลวงพี่เอ (พระท่านคงอนุญาตให้เผยแพร่เป็นวิทยาทาน)

     

                    อันทุกสิ่งมีสลอน on the ground.

    It’s around ตัวเราอย่าเมาหลง

    Everything เป็นสิ่งไม่ยืนยง

    มันก็คงสูญสิ้น in one day.

     

     

    ไม่ใช่แค่ตลก แต่มีความหมาย...

    ทุกสิ่งล้วนเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

                    เมื่อมีสบาย จึงเกิดไม่สบาย

    เพราะรู้ว่าอะไรคือสบาย จึงรู้ว่าอะไรคือไม่สบาย

    ถ้าไม่มี สบาย แต่แรก ก็คงไม่รู้ว่ามี ไม่สบาย

                    ความไม่มี เป็นความสุข

    ความไม่มีในที่นี้ คือ ไม่มี สบายและไม่มี ไม่สบาย

    จึงมีคำกล่าวที่ว่า

                                    สุดท้าย... คือความว่างเปล่า

     

                    คิดถึง อดัมกับอีฟ ที่ก่อนกินผลไม้ต้องห้าม ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับการไม่ใส่เสื้อผ้า

    พระเจ้าประทานชีวิตที่ดีที่สุดแก่มนุษย์ คือความไม่มีอะไรเลย

    ไม่มีวัตถุ ไม่มีความรู้สึกละอาย ไม่เกิดอารมณ์

    ...จึงไม่เกิดสุข ไม่เกิดทุกข์...

                    แต่เมื่ออดัมกับอีฟ ละเมิดคำสั่งพระเจ้า กินผลไม้ต้องห้าม

    ทำให้เกิดความทุกข์จากการไม่มีสิ่งปกปิดร่างกาย ก็ต้องแสวงหาสิ่งปกปิดร่างกาย เพื่อความสุข

    มนุษย์เริ่มมีสุข มีทุกข์ตั้งแต่นั้น...

    ก่อเกิดเป็นกิเลส ซึ่งไม่อาจปัดออกจากใจมนุษย์ได้จนถึงบัดนี้...

     

     

    ...สงสัยว่า พระเจ้าสร้างผลไม้ต้องห้ามขึ้นมาด้วยเหตุใด?... ^^

     

     
     
    February 23

    การเดินทางกับกำแพง

     

     

    เรื่องสมมุติมีอยู่ว่า

                ถ้าเรากำลังเดินทาง...

                    ระหว่างทาง ก็มีกำแพงเล็กๆขวางทางเราอยู่ ...เราปีนข้ามมันไป

                    เมื่อปีนข้ามได้แล้ว เดินต่อมาพักหนึ่ง ก็พบอีกกำแพงหนึ่งขวางอยู่

                    ...เราก็พยายามปีนข้ามมันไป

                    หลังจากที่ปีนข้ามกำแพงที่ 2 ก็มีกำแพงที่ 3, 4, 5, ... โผล่มาขวางทางอยู่เรื่อยๆ

                    ปีนผ่านมาได้เป็นร้อยๆกำแพง เราก็พบว่า กำแพงหลังๆนั้นสูง และปีนข้ามยากขึ้นเรื่อยๆ

                    ...ไม่มีทีท่า ว่าเมื่อไหร่กำแพงจะหมดไปจากทางเดิน

                    ...ดูเหมือนมันไม่มีวันหมดสิ้น ดูเหมือนถ้าเราเดินต่อ เราก็จะต้องเจอกำแพง กำแพง และกำแพง

                    ที่สูงขึ้น สูงขึ้น และสูงขึ้น

                    กว่าจะปีนได้แต่ละครั้ง ก็ต้องเหนื่อยมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ

     

    คำถามมีอยู่ว่า

                    เราจะเดินต่อไป หรือจะหยุดดี?

     

    ........

    มันเป็นคำถามที่เราเคยถามตัวเองไม่รู้กี่ครั้ง

    ยังไม่เคยมีคำตอบที่พร้อมเหตุผลชัดเจนกระจ่างแจ้งให้ตัวเองสักครั้ง

                แต่เราก็เลือกที่จะเดินต่อ และเดินต่อมาเรื่อยๆ

                    โดยสัญชาตญาณ หรือจิตใต้สำนึก มันบอกให้เดินต่อไปเรื่อยๆ

    ไม่มีประโยชน์ที่จะหยุดก้าว (แต่อาจหยุดพักให้หายเหนื่อยเป็นบางครั้ง)

    จึงเดินต่อไป ให้มีโอกาสลุ้นว่าอาจจะคุ้มค่าก็ยังดี

     

     

    กำแพง-2 

     

     

    ชีวิต...

     

     

    ชีวิต...ช่างน่าเศร้า

    ถ้าเอาความเศร้าของทุกชีวิตบนโลกมารวมกัน และเปิดเผยให้ทุกคนได้เห็น

    มันคงจะสลดหดหู่ และเศร้าจนเกินกว่าจิตใจของมนุษย์คนใดจะเข้มแข็งทนมองดูมันต่อไป

    ความเศร้าที่เกินคำบรรยายนั้น คงทำให้ค่อยๆมีคนตรอมใจตายไปทีละคน ทีละคน

    เพราะทนมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความเศร้าเช่นนั้นไม่ไหว

    ดีแล้ว ที่ความเศร้าถูกแยกออกจากกันไป และแต่ละส่วนก็ถูกซ่อนไว้ในส่วนลึกของหัวใจคนบางคน

    ไม่ว่าแต่ละคนจะมีความเศร้ามากมายแค่ไหน...

     

    ชีวิต...ก็ต้องดำเนินต่อไป

    เปรียบเสมือนการเดินทางไกล บนถนนที่ไม่รู้จะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน

    แม้มีกำแพงน้อยใหญ่มาขวางไว้ ให้ต้องเหนื่อยมากขึ้น

    มีเพื่อนร่วมทางเดินที่วิ่งมาชน ผลัก หรือทำให้ล้มคะมำ ทั้งที่เจตนาและไม่เจตนา

    มีท้องฟ้า ที่บางเวลาแดดจัด บางเวลาพายุโหมพัด ฝนตกฟ้าคะนอง

    มีก้อนหินและพื้นดิน ที่สร้างรอยขรุขระให้เดินได้ไม่สะดวก

     

    ...เราก็ต้องเดินต่อไป

    เพราะการเดินทางต่อ คือการสร้างโอกาส ที่จะรอดพ้นจากอุปสรรคเหล่านี้

    การเดินทางต่อ คือการสร้างโอกาส ที่จะเห็นสถานที่ที่ปราศจากกำแพงหิน อากาศอบอุ่นสบาย

    พื้นปูด้วยพรมหญ้า และเพื่อนร่วมโลกที่เอื้ออาทร

    การสร้างโอกาส ไม่ได้แปลว่า จะพบความสำเร็จอย่างแน่นอน

    แต่ถ้าไม่สร้างโอกาส ก็จะ ไม่มีวันพบความสำเร็จ 

     

    นี่คือเหตุผล...ที่ทุกชีวิตต้องเดินต่อไป

     

    ข้อคิดสำหรับผู้นำ …เรื่องราวยุคเลียดก๊ก

     

     

     

    เนียมพัวเป็นแม่ทัพที่เชี่ยวชาญการศึก เลี่ยงเซียงยู้เป็นสมุหนายก

    เนียมพัวเหยียดหยามว่าเลี่ยงเซียงยู้สู้รบไม่เป็น

    มีคนนำเรื่องนี้ไปบอกเลี่ยงเซียงยู้ เลี่ยงเซียงยู้กล่าวว่า

     

     

    ......................

    เคยลองคิดอยู่นานว่าเลี่ยงเซียงยู้จะตอบว่าอย่างไร

    แล้วคำตอบนั้นก็ทำให้รู้สึกอึ้งไป คงเหมือนกับที่เนียมพัวอึ้งในตอนนั้น

    ......................

     

     

     

                    ข้าฯไม่เคยคิดถือโทษโกรธเคืองแม่ทัพเนียมพัว

    เพราะชาติเรามีความมั่นคงเพราะมีเนียมพัวที่กล้าหาญทำหน้าที่ป้องกันประเทศชาติ

    ส่วนราชการภายในมีข้าฯช่วยบริหารบ้านเมือง

    แม้นเราสองคนผิดใจกัน ประเทศชาติเราคงจะต้องสูญสิ้น

     

                    เมื่อทราบเรื่องนี้ เนียมพัวละอายใจและสำนึกผิด

    จึงใช้เชือกพันธนาการตัวเอง มาขอขมาโทษต่อเลี่ยงเซียงยู้

     

     

    .......................................................................................................

    ...เมื่อไหร่นักการเมืองไทยจะคิดได้อย่างงี้บ้าง...

     
     
    February 19

    สอบเสร็จแล้ว…

     

    ไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเท่าไหร่เลย เป็นปิดเทอมที่ไม่ใช่ปิดเทอมเลย

     

    มันอาจเป็นเรื่องปกติสำหรับบางคน และมันเคยเป็นเรื่องปกติสำหรับเรา

    ...แต่ไม่ใช่ตอนนี้

    ไม่ใช่อีกต่อไป ตั้งแต่เสียแม่ไป...

     

    เมื่อก่อนเคยมีเป้าหมาย งานคือสิ่งสำคัญที่สุด เพราะงานคือเรื่องส่วนรวม ครอบครัวเป็นเรื่องรอง

     

    แต่ห้าปีที่แล้ว เรารู้ซึ้งแล้วว่ามันเป็นความผิดพลาด พลาดอย่างเลวร้ายที่สุด พลาดอย่างเอาคืนไม่ได้

    ถ้าไม่เสียแม่ไปก่อน คงไม่ให้ความสำคัญกับพ่อ กับครอบครัวขนาดนี้

    นี่ขนาดให้ความสำคัญ เทอมหนึ่งกลับบ้านไม่ถึง 3 ครั้ง

     

    ตอนเข้าปีหนึ่งใหม่ๆ พยายามปฏิเสธกิจกรรมทุกอย่าง อย่างที่ที่บ้านอยากให้ทำ

    แต่พยายามอยู่พักหนึ่ง ก็รู้แล้วว่ามันไม่ใช่เรา  คงทำอย่างนี้ต่อไปไม่ได้

     

    แต่จะให้ลุยหนักอย่างเมื่อก่อน ก็ไม่ไหว

    เนื่องจากความสามารถไม่ถึง ทำให้เสียเรียน เสียสุขภาพ

    เราจึงต้องแสวงหา สมดุลของชีวิต ที่เราปรารถนา

     

    แต่นี้ต่อไป สิ่งสำคัญที่สุดคือครอบครัว สิ่งสำคัญรองลงมา คืองานและความฝันทั้งหมด

    เราจะพยายามประคอง ให้มันไปด้วยกัน

     

    แต่ปิดเทอมนี้สิ... เศร้าจริงๆ

    Project JSTP ที่เหลืออีกเกือบครึ่ง ต้องทำให้เสร็จภาย 28 มีนานี้ก่อนนำเสนอครั้งสุดท้าย

    แต่ก่อนจะถึง 28 กลับมีอีก 3 ค่ายที่ขาดไม่ได้

                    ค่ายแรก คือ Science camp ที่ตั้งแต่มาเป็นน้องค่าย (ม.4) ยังไม่เคยขาดเลยซักปีเดียว

                    ค่ายสอง คือ พสวท. ยุพราช ที่เหมือนเป็นหน้าที่ ถ้าไม่ไปคงรู้สึกผิด

                    ค่ายสาม คือ พสวท. ทั่วประเทศ ที่เป็นกฎว่าต้องไป

    มีนาคมนี้ เป็นเดือนแห่งความวุ่นวายจริงๆ

     

    รู้สึกเครียด แต่ก็ควบคุมมันได้

    เราเชื่อมั่น...ในการตัดสินใจของตัวเอง

     

    I keep moving forward!

     

    บันทึกเมื่อนานมาแล้ว

    นึกถึงช่วงก่อน ที่เอา The Lord of the Rings มาดูซ้ำๆ
     

    Frodo&Sam

     

    The lord of the rings III

     

    พวกเขาไม่มีความหวัง พวกเขาประสบความทุกข์ยาก ความกลัว และความกังวลยิ่งกว่าเราตอนนี้เสียอีก

     

    ถ้าไม่ต้องออกรบ ก็ต้องทรมานใจแสนสาหัส

    เช่น    ฟาราเมียร์

    พิพพินที่ร้องเพลงให้เดเนธอร์ฟัง

    โฟรโดที่ไม่ได้ต้องการต่อสู้กับอะไรเลย

    โลกนี้มีทั้งคนเลวที่โง่อย่างกอลลัม

    และคนฉลาดที่หลงคิดว่าตัวเองทำถูกต้อง จนสร้างความเดือดร้อนให้ผู้บริสุทธิ์

    นั่นไม่ใช่ความฉลาดที่แท้จริง

    ในความหวั่นไหว ต้องฝืนระดมความกล้าหาญ

    อารากอร์นต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวก่อนจะมาเจอพวกพ้อง ถ้าเขายอมแพ้แต่แรก

    คงไม่มีคณะเดินทางทั้งเก้า ไม่มีชัยชนะในตอนจบ

     

    Elrond : I give hope to men.

    Aragorn : I keep none for myself.

            อุปสรรครุมล้อม แต่กษัตริย์ยังไม่ทิ้งประชาชน

     

    เดเนธอร์ : รีบหนีเอาตัวรอด!

    มิธรันเดียร์ : เตรียมตัวสู้ศึก!

     

    gandulf2

     

            ในขณะที่แซมทำทุกอย่างได้เพื่อโฟรโด ต้องถูกกอลลัมทำลายน้ำใจ

    โฟรโดแทบจะถูกแหวนครอบงำ แต่จิตใจดีที่ยังเข้มแข็ง บอกกอลลัมว่า ข้ากลับไม่ได้

    เมื่อหลงในถ้ำของแมงมุม จึงนึกถึงแซม

     

            เพื่อคนที่จงรักภักดีสักคน เขาจะเข้าใจเราผิดแล้วเราจะใส่ใจอะไรกับเขา

    แซมลงมาจนถึงตีนเขา พบเศษขนมปังที่กอลลัมทิ้งลงมา

    ความทุกข์ยากแสนสาหัสตอนนั้นของแซม หนักหนากว่าเราตอนนี้มากนัก

    แล้วทำไมยังกลับเข้าไปในหนทางที่ยากลำบากและมืดมนเพื่อช่วยโฟรโด?

    แล้วเรา...จะฝ่าฟันได้เท่านี้หรือ? มัวแต่อ่อนแออยู่ เทียบไม่ได้กับใครในเรื่องเลยแม้แต่พิพพิน

     

    ในขณะที่ติดใยแมงมุม ยังต้องดิ้นรนหาทางรอด

    ในขณะที่ทัพกอนดอร์หมดหวัง แกนดัล์ฟยังคงคุมศึก

    ทหารยังคงสู้ต่อเพื่อเมืองของพวกเขา

            พวกเจ้าคือทหารแห่งกอนดอร์ ใครบุกเข้ามาพวกเจ้าจงยืนหยัด

    หากเรายืนอยู่ตรงนั้นจะทำอย่างไร?

    หากยืนอยู่บนกำแพง มองดูเหล่าทหารสู้รบ เราก็จะร้องไห้ เหมือนตอนที่เราดูหนัง

    เราจะคิดได้ยิ่งกว่าคนอื่น ว่าทำไม เหตุใด... เราจะซาบซึ้งยิ่งกว่าคนอื่น...

    เราจะยืนซาบซึ้งอยู่บนกำแพง ร้องไห้อยู่บนกำแพง เท่านี้เองหรือ?

    เราทำได้เท่านี้เองหรือ?

    เราสู้แม้กระทั่งทหารเบื้องล่างที่ดีแต่กำลังไม่ได้ด้วยซ้ำ

    เราต้องทำ เราต้องลงมือ จึงจะช่วยพวกเขาได้

    เราช่วยคนแค่คิดไม่ได้ ต้องลงมือทำ!

     

            แซมกอดร่างโฟรโดร้องไห้ แต่เมื่อสตริงเปล่งแสง ก็ยังรู้ว่าต้องรักษาชีวิตรอด และแหวน...

     

            เมอร์รี่ที่ไม่เคยออกสนามรบก็ต้องสู้รบ

    เอโอวีนช่างเข้มแข็ง เธอยืนหยัดอุดมการณ์ได้จนนาทีสุดท้ายแห่งสงคราม แม้จะผิดหวัง รู้ซึ้งถึงความหวังที่พังทลายจากอารากอร์น แต่ก็ยังสู้อยู่เหมือนชายชาตินักรบ เพื่ออาณาจักรของเธอ

     

    ภารกิจคือการทำลายแหวน คือการทำเพื่อคนอื่น ไม่ใช่เพื่อตัวเอง เราคาดหวังการกลับบ้าน เพื่อตัวเรา

    ทว่า ถ้าในที่สุดแล้วไม่อาจทำเพื่อตัวเองสำเร็จ ก็ต้องดิ้นรนทำเพื่อคนอื่นให้สำเร็จเป็นอย่างน้อย

    เราจึงเห็นวีรบุรุษต้องตายในสนามรบ ...ไม่จำเป็นต้องกลับถึงบ้าน ชีวิตของพวกเขา มีคุณค่าสูงสุดตรงนั้นแล้ว

     

            โฟรโดครอบครองแหวนอยู่ เขารอดตายแน่หากยอมเป็นพวกกับเซารอน ไม่จำเป็นต้องฝ่าฟันแสนสาหัสขนาดนั้นเพื่อขึ้นไปบนภูมฤตยู เป้าหมายตอนนั้นขอแค่ทำภารกิจเพื่อคนอื่น

     

            กองทัพกอนดอร์ถูกล้อม ไม่มีทางชนะ แต่พวกเขายังยืนหยัดสู้ ผู้นำ ต้องปลุกขวัญทหาร มิใช่มัวแต่คิด... เพื่อโฟรโด กษัตริย์วิ่งนำไปข้างหน้าเพื่อสู้

     

    rotk_sam_800

     

            แซม ข้าแบกภาระแทนท่านไม่ได้ แต่ข้าแบกท่านไปได้...

    คนที่ต้องการช่วย ไม่ว่าอย่างไรก็จะหาทางช่วยให้ได้ คนที่ต้องการทำดี ไม่ว่าจะมีอุปสรรคแค่ไหน ก็จะหาทางทำดีให้ได้

     

            หากไม่ยืนหยัดสู้อย่างโดดเดี่ยวในตอนแรก จะมีโอกาสพบพันธมิตรที่ปลายทางหรือ ความหวังมากมายเกิดขึ้นเมื่อใกล้ตอนจบ นกอินทรีย์ยังตัดสินใจมาช่วยมวลมนุษย์โลก

     

            แม้แต่ฮอบบิทตัวเล็ก ๆ ที่ไม่ต้องมีจิตนึกคิดละเอียดนักหนา ก็เป็นวีรบุรุษของโลกได้ ทุกคนจะต้องยืนหยัดให้นานที่สุดเพื่อความสำเร็จ คนที่ยอมอ่อนแอ จะอยู่จนได้เห็นความงามตอนสุดท้ายได้อย่างไร

     

            สหายข้า เจ้าไม่ต้องก้มหัวให้ใคร แม้ชาวไชร์จะไม่ได้รับรู้เกี่ยวกับวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่ของฮอบบิททั้งสี่เลย แต่จะสำคัญอะไร ความสุขอยู่ที่ใจของพวกเขาและเหล่ามิตรสหายก็เพียงพอแล้ว

     

            โฟรโดไม่ได้มีร่างกายสูงใหญ่ พรั่งพร้อมสติปัญญาและความเก่งกาจดังเช่นอารากอร์น ไม่มีฐานะอันยิ่งใหญ่ติดตัวมาแต่กำเนิด แต่เขาเป็นวีรบุรุษได้ เพราะจิตใจที่ดีงามนั้น สิ่งเดียวที่ทำให้โฟรโดเหมาะสมจะเป็นพระเอกของเรื่องมากที่สุดคือ หัวใจ

            ...เป็นคุณสมบัติเดียวที่ทำให้คนที่หน้าตาดีที่สุดอย่างเลโกลัส คนที่เชื้อสายสูงส่งอย่างอารากอร์น หรือคนที่เก่งกาจที่สุดอย่างแกนดัล์ฟ ไม่อาจเป็นตัวเอกแทนได้...

     

     

    I am growing...

     

     

    วันนี้ไม่มีอารมณ์อ่าน Lab Physics

     

    Space error บ่อยมาก เราก็ยังจะเล่นกับมันอยู่

     

    ตั้งแต่เข้ามหาลัยมาเกือบ 1 ปี รู้สึกว่าเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมากๆ

    ประสบการณ์หลายๆอย่างที่ไม่เคยเจอ ก็ได้มาเจอ และฝึกปรับตัวเข้าหามันที่นี่

     

    ทั้งเพื่อนเก่า เพื่อนใหม่ มีปัญหาที่ไม่คาดคิดหลายอย่าง ทำให้เรารู้จักคน เข้าใจคนมากขึ้น

                ความสมหวัง และผิดหวังที่ได้รับ ล้วนมีผลบวก เสริมให้เราเป็นคนที่สมบูรณ์มากขึ้น

    ปัญหาบางอย่าง ร้ายแรงถึงขั้นคอขาดบาดตาย เราก็ได้ฝึกข่มใจ เข้มแข็งท้าทายมัน

    ประสบการณ์ JSTP ไม่ได้สอนแค่ ทำ LAB ให้เก่งต้องทำยังไง

                    แต่ยังได้เปิดตา มองเห็นผู้คนในวงการที่เราใฝ่ฝันจะเข้ามาทำงาน ว่าไม่ได้เป็นอย่างที่เคยวาดฝัน

                    ฝึกปรับตัว เข้ากับคนที่มีแนวคิดคนละแบบ วิถีชีวิตคนละแบบ แต่ต้องทำงานร่วมกัน

                    ฝึกให้กล้า เข้าหาคนที่เค้าไม่ได้เข้าหาเราก่อน ยิ้มทักก่อน นับถือเค้าก่อนที่เค้าจะนับถือเรา

    ฝึกมองโลกในแง่ดี ฝึกปรับเปลี่ยนทัศนคติของตัวเองต่อคนอื่น และต่อปัญหาที่เกิดขึ้น

    ได้เจอคนเก่งหลากหลายแบบ ทุกคนมีข้อดีที่โดดเด่น และบางอย่างที่บกพร่อง

    แถมยังได้น้องสาวที่แสนดี เพิ่มมาอีกคนหนึ่ง กับมิตรภาพที่ดีใน JSTP มอชอ

    ความฝันบางอย่างก่อนมาที่นี่ พังทลายเพราะสาเหตุบางประการ

                    แต่อีกหลายความฝันยังอยู่ และอีกหลายอันที่เกิดขึ้นใหม่ รอให้เดินไปหามัน

     

     

    แม้มีอุปสรรคหมื่นแสนรออยู่ หรือคอยต่อต้านขวางกั้นไม่ให้เดินต่อ จนบางครั้งต้องถอย

                    แม้การเจอปัญหาบ่อยๆ จะทำให้ประสิทธิภาพการเดินทางลดลง หกล้มอยู่บ่อยครั้ง

                                    แม้ต้องใช้ความพยายามอย่างหนัก แต่ผู้คนรอบข้างกลับไม่เข้าใจเจตนาของเราเลยซักนิด

                                                    แม้ต้องแลกความสำเร็จด้วยล้านหยดน้ำตา

    ก็จะขอตั้งปณิธานกับตัวเอง จะเดินต่อไปจนถึงเป้าหมาย จะไม่ล้มเลิกความตั้งใจง่ายๆ

                จะไม่ทิ้งความฝัน และไม่มีวันทิ้งอุดมการณ์ที่มี

                                    รวมทั้ง จะไม่ทิ้งพ่อกับพี่ชายที่ช่วยให้เราเดินได้ และคอยประคองเมื่อเราหกล้มเสมอมา

                                                    ...จะเดินต่อไป โดยมีแม่เป็นกำลังใจ...

     

     

    February 15

    but...

     
    เวลาที่เรายิ้มไม่ออก

           ยิ้มรับกับปัญหาไม่ออก

                  นึกถึงสิ่งที่ทำให้ยิ้มไม่ออก

                         เราจะทำไงดี??.....

    To begin

     
    เกือบ 1 ปีเต็ม ๆ ที่ไม่ได้เขียนอะไรลงในไดอารี่
     
    วันนี้ ต้องย้ำข้อความสำคัญ
     
    "ทุกๆปัญหามีทางออก"
                 มีทางออกจริงๆ
     

    สำหรับปัญหาที่เลวร้ายสุด ๆ

         ปัญหาที่ทางแก้มีเพียงต้องย้อนเวลาเท่านั้น

    ทางออกคือ ปล่อยมันไป

         ตราบใดยังมีชีวิตอยู่

    ปัญหานั้นก็ไม่ถือว่าเลวร้ายเกินกว่าจะยิ้มให้มัน

         ขอเพียงเรา Keep moving forward!

    ปัญหาก็จะค่อย ๆ มีอิทธิพลน้อยลง ๆ...

         จนหายไปจากชีวิตในที่สุด...

     

     

    ...แต่เราต้องพร้อมรับปัญหาใหม่อยู่เสมอ

           ไม่ว่าปัญหาเก่าจะคลี่คลายไปแล้วหรือไม่ก็ตาม...